กยท. ผนึก วช. ขับเคลื่อนงานวิจัย – นวัตกรรมยางพารา เสริมแกร่งอุตสาหกรรมฯ พร้อมเพิ่มมูลค่ายางพาราไทยสู่ความยั่งยืน

กยท. ผนึก วช. ขับเคลื่อนงานวิจัย – นวัตกรรมยางพารา เสริมแกร่งอุตสาหกรรมฯ พร้อมเพิ่มมูลค่ายางพาราไทยสู่ความยั่งยืน

วันที่ 24 มิ.ย.2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ : นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กยท.) ลงนามใน “ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” โดยมี นางสาววิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) เป็นผู้ร่วมลงนาม พร้อมผนึกกำลังร่วมส่งเสริม–สนับสนุน-ขับเคลื่อนผลงานด้านยางพาราด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสริมความเข้มแข็งทางวิชาการ มุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางของประเทศอย่างยั่งยืน

นายโกศล บุญคง กล่าวว่า (กยท.) ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประเทศ ไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยางพารา พร้อมวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการบริหารยางพาราเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและมีพันธกิจในการสนับสนุนให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และนวัตกรรมยาง จึงมุ่งสร้างการรับรู้คุณค่าของการใช้ยางธรรมชาติต่อประชาชนและผู้บริโภค รวมถึงมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรด้วยการส่งเสริมการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพ ไปจนถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบกิจการยาง ซึ่งการลงนามครั้งนี้ จะเป็น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง (กยท.) และ (วช.) ในการส่งเสริม สนับสนุน และขับเคลื่อนผลงานด้านยางพาราด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพารา รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการสู่การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ตลอดห่วงโซ่อุตสาห กรรมยางทั้งระบบ โดย (กยท.) จะให้การสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมถึงเครือข่ายบุคลากรด้านยางพาราต้นน้ำ ทั้งนี้ ความร่วมมือจะเป็นประโยชน์ต่อยอดจนถึงการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราไทย พัฒนาอุตสาหกรรมยางของประเทศ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

นายโกศลฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า (กยท.) เชื่อมั่นในความสามารถและศักยภาพของนักวิจัย งานวิจัยและนวัตกรรมที่มีส่วนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย ซึ่งในปี 2568 สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศทั้งผลิตภัณฑ์ยางกลางน้ำ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ผลิตภัณฑ์ยางปลายน้ำ คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.6 แสนล้านบาท เนื่องจากไทยมีผลิตภัณฑ์คุณภาพส่งออกสำคัญหลายประเภท เช่น ล้อยาง ทั้งนี้ (กยท.) ยังคงผลักดันงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ เช่น หุ่นฝึกเพื่อนำมาใช้ฝึกปฏิบัติของนักศึกษาแพทย์ ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ตลอดจน Rolling Barrier ป้องกันอันตราย สามารถลดการลื่นไถลของยานพาหนะซึ่งเป็นผลงานของกรมทางหลวงก็เป็นนวัตกรรมที่นำยางพารามาใช้เช่นกัน ทั้งนี้ (กยท.) ดำเนินภารกิจโดยมีเป้าหมายสำคัญคือ สนับสนุนให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และนวัตกรรมยางอย่างยั่งยืน จึงผลักดันและส่งเสริมให้มีการพัฒนางานวิจัยนวัตกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำมาโดยตลอด รวมถึงจัดสรรงบประมาณสนับสนุนงานวิจัยด้านยางพาราปีละประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อเป็นอีกกำลังหนึ่งในการสนับสนุนนักวิจัยที่มีศักยภาพให้สามารถพัฒนางานวิจัยที่เป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบต่อไปได้

“นับเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรที่ดูแลด้านการบริหารจัดการยางพาราและองค์กรด้านการวิจัยของประเทศ ที่จะร่วมมือกันขับเคลื่อนองค์ความรู้และนวัต กรรมสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทยให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล เป็นประโยชน์แก่เศรษฐกิจและสังคมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับยางพาราและประเทศโดยรวมต่อไป” นายโกศลฯ กล่าวทิ้งท้าย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สศก. ใช้ Agri-Tech ปั้น 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชูโมเดลธุรกิจรายพื้นที่ เพิ่มมูลค่า–ส่งต่อรายได้ถึงเกษตรกร

สศก. ใช้ Agri-Tech ปั้น 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ชูโมเดลธุรกิจรายพื้นที่ เพิ่มมูลค่า–ส่งต่อรายได้ถึงเกษตรกร

นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิดการสัมมนาผลงานวิชาการสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech ภายใต้โครง การบริหารจัดการภาคเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางการตลาด วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมศรีปลั่ง ชั้น 8 อาคารวิสัยทัศน์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการศึกษา แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร หรือ Agri-Tech

นายพีรพันธ์ฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแนวคิด “เกษตรนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” เพื่อยกระดับภาคเกษตรไทยสู่ เกษตรมูล ค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และข้อมูลเชิงเศรษฐกิจการเกษตร เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น

ทั้งนี้ สินค้าเกษตรไทยหลายชนิดยังอยู่ในรูปของสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน หรือ Commodity ทำให้เกษตรกรมักอยู่ในฐานะ “ผู้รับราคา” จากกลไกตลาด การยกระดับสินค้าเกษตรจึงต้องมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากจุดเด่นของสินค้า เช่น คุณค่าทางโภชนาการ สารสำคัญ คุณสมบัติเฉพาะของผลผลิต อัตลักษณ์พื้นถิ่น และโอกาสการแปรรูป เพื่อต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่มีตลาดรองรับ

การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการนำเสนอผลการศึกษาเบื้องต้นของคณะนักวิจัยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1–12 ในสินค้าเกษตรเป้าหมาย 4 ชนิด ได้แก่ สับปะรด อะโวคาโด ข้าว และกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพในการพัฒนาในมิติที่แตกต่างกัน ทั้งด้านการแปรรูป การสร้างแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง การเชื่อมโยงตลาด และการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามายกระดับคุณภาพสินค้า

นายพีรพันธ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการศึกษา คือ การจัดทำ Business Model หรือรูปแบบธุรกิจ ที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละชนิดและบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยพิจารณาทั้งศักยภาพการผลิต ต้นทุนมาตรฐานสินค้า ความพร้อมของเกษตรกร ความคุ้มค่าในการลงทุน และโอกาสทางการตลาด เพื่อให้ข้อเสนอการพัฒนาสามารถนำไปใช้ได้จริงไม่เป็นเพียงแนวคิดเชิงวิชาการ

นอกจากนี้ (สศก.) ยังให้ความสำคัญกับแนวคิด Positive List หรือข้อมูลรับรองคุณสมบัติสำคัญของสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมแปรรูป ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เช่น การมีข้อมูลสาระสำคัญหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ระดับหน้าฟาร์มจนถึงโรงงานแปรรูป ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตรไทยต่อยอดสู่ตลาดมูลค่าสูง เช่น ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เฉพาะทางในอนาคต

ขณะเดียวกัน การสร้างมูลค่าเพิ่มต้องคำนึงถึง Value Capture หรือการส่งต่อมูลค่าเพิ่มให้กลับไปถึงเกษตรกรต้นน้ำ ด้วย กล่าวคือ เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปเพิ่มมูลค่าสินค้าแล้ว เกษตรกรควรได้รับประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้การพัฒนาห่วงโซ่สินค้าเกษตรเกิดความยั่งยืน และทำให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเติบโตไปพร้อมกัน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการจัดแสดงนิทรรศการ 4 สินค้าเกษตรมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech พร้อมการเสวนา ในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาความร่วมมือการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร (Agri-Tech)” โดยผู้แทนจากภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ภาครัฐ และเกษตรกร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการตลาด นวัตกรรม การแปรรูป และแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งมีการนำเสนอผลงานวิจัยเบื้องต้นของสินค้าเป้าหมายทั้ง 4 ชนิด ก่อนเปิดเวทีรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปรับปรุงผลการศึกษาให้ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง

ผลการศึกษาดังกล่าวให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์เชิงธุรกิจ การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มตลาด จากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมากกว่า 1,600 ตัวอย่าง ตลอดจนการสังเคราะห์แนวทางพัฒนาสู่ New Business Model หรือรูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจผลิต แปรรูป และเชื่อมโยงตลาดได้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ลดความเสี่ยงจากการลงทุนตามกระแส และเพิ่มโอกาสได้รับประโยชน์จากมูลค่าเพิ่มของสินค้าอย่างเป็นธรรม

“การพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงจำเป็นต้อง วิเคราะห์ข้อมูลแบบ 360 องศา ทั้งด้านการผลิต ตลาด ต้นทุน มาตรฐาน สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าในการลงทุน การบริหารความเสี่ยง และผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ เพื่อให้การสื่อสารเชิงนโยบายมีความชัดเจน และทำให้แนวทางการพัฒนาความร่วมมือสามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ การลงทุนในเรื่องความรู้ เป็นการลงทุนที่ตอบแทนคุ้มค่าที่สุด เวทีสัมมนาครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างองค์ความรู้ร่วมกัน และนำข้อมูลต่อยอดไปสู่แนวทางการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สร้างประโยชน์ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน” นายพีรพันธ์ฯ กล่าว


ข่าว : ส่วนประชาสัมพันธ์
ข้อมูล : สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 ชลบุรี

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กรมหม่อนไหม เชิญชวนเที่ยวงาน OTOP MIDYEAR 2026 ชมเสน่ห์ผ้าไหมไทยและภูมิปัญญาหม่อนไหมสู่สากล

กรมหม่อนไหมเชิญชวนเที่ยวงาน OTOP MIDYEAR 2026 ชมเสน่ห์ผ้าไหมไทยและภูมิปัญญาหม่อนไหมสู่สากล

กรมหม่อนไหมขอเชิญชวนประชาชนร่วมเที่ยวชมงาน OTOP MIDYEAR 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-28 มิถุนายน 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด OTOP Next Inspiration “สร้างมูลค่าผลิต ภัณฑ์ภูมิปัญญาสู่สากล” และการส่งเสริมมาตรการไทยช่วยไทย

ภายในบูธกรมหม่อนไหม พบกับการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยและผลิต ภัณฑ์หม่อนไหมจากผู้ประกอบการ จำนวน 18 ร้านค้า ที่คัดสรรผลงานคุณภาพ สะท้อนอัตลักษณ์ ความประณีต และภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดให้มีความร่วมสมัย ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุม ชน

ภายในบูธกรมหม่อนไหม ยังมีนิทรรศการแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ภายใต้แนวคิด “พระมิ่งขวัญชาวไทย สร้างไหมไทยให้ยั่งยืน” โดยชุดไทยทั้ง 8 ชุด ตัดเย็บจากผ้าไหมแท้ ถ่ายทอดความงดงามของผ้าไหมไทยในมิติของวัฒนธรรม การแต่งกาย และงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า

นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานยังสามารถร่วมกิจกรรม Workshop งานประดิษฐ์จากรังไหม เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุหม่อนไหม และสัมผัสเสน่ห์ของหม่อนไหมไทยผ่านกิจกรรมที่สนุก สร้างสรรค์ และสามารถนำผลงานกลับไปเป็นที่ระลึกได้อีกด้วย


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

งานวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาทางเลือกการลดการรับสารจากการสูบบุหรี่ พบข้อมูลด้านพฤติกรรมและตัวชี้วัดสุขภาพ

งานวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาทางเลือกการลดการรับสารจากการสูบบุหรี่ พบข้อมูลด้านพฤติกรรมและตัวชี้วัดสุขภาพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่และการเปลี่ยนแปลงของการรับสารบางชนิดในร่างกาย ภายใต้รูปแบบการบริโภคนิโคตินที่แตกต่างกัน โดยผลการศึกษาในระยะสั้นพบความแตกต่างทั้งด้านพฤติกรรมการสูบและตัวชี้วัดการรับสารจากการเผาไหม้ ขณะที่ผู้วิจัยระบุว่ายังจำเป็นต้องติดตามและประเมินผลในระยะยาวเพิ่มเติม เนื่องจากการสูบบุหรี่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุข

จากการเปิดเผยของ PennState Health ถึงรายงานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในวารสารการแพทย์ระดับโลก JAMA Network Open นำโดยคณะนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เพนสเตต (Penn State College of Medicine) สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก (Randomized Placebo-Controlled Trial) ครั้งแรกในสหรัฐฯ ที่มุ่งวัดผลกระทบจากการเปลี่ยนจากบุหรี่มวนมาเป็นบุหรี่ไฟฟ้า โดยเปิดเผยตัวเลขความสำเร็จว่าสามารถช่วยให้ผู้สูบเลิกบุหรี่มวนได้มากกว่า 3 เท่า

การศึกษาครั้งนี้ทำทดลองในกลุ่มผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่เป็นประจำทุกวัน (มากกว่า 4 มวนต่อวัน) จำนวน 104 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 52 คนเท่ากัน กลุ่มแรกได้รับบุหรี่ไฟฟ้าที่มีระดับนิโคติน 5% ส่วนกลุ่มที่สองได้รับตัวเครื่องแบบเดียวกันแต่ไม่มีสารนิโคติน (กลุ่มยาหลอก) โดยใช้เวลาติดตามผลระยะสั้น 6 สัปดาห์ และตรวจเช็กซ้ำในสัปดาห์ที่ 10

ผลลัพธ์หลังสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 6 เผยให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกล่าวคือ กลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน 5% สามารถเลิกสูบบุหรี่มวนได้อย่างสิ้นเชิงถึง 36.5% ในขณะที่กลุ่มใช้ยาหลอกที่ไม่มีนิโคติน เลิกได้เพียง 11.5% เท่านั้น คิดเป็นอัตราความสำเร็จที่สูงกว่าถึง 3 เท่า และตัวเลขนี้ยังคงคงที่เมื่อติดตามผลต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ 10 ที่น่าสนใจคือผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคติน มีอาการอยากบุหรี่และอาการลงแดงบุหรี่หรืออาการถอนนิโคตินน้อยกว่า ทำให้สามารถอยู่ห่างจากบุหรี่มวนง่ายขึ้นระดับสารพิษและสารก่อมะเร็งปอดลดลงฮวบ

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้ทำการวัดสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ในปัสสาวะและลมหายใจเพื่อตรวจหาการสะสมของสารพิษ โดยเฉพาะการวัดค่าสาร NNAL ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปอดที่รุนแรงและเกิดจากการเผาไหม้ใบยาสูบ ผลการตรวจพบว่า ผู้เข้าร่วมทดลองทั้งสองกลุ่มมีปริมาณสารพิษในร่างกายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้านิโคติน 5% มีระดับการรับสารพิษที่ลดลงมากกว่า เนื่องจากมีจำนวนคนที่หันกลับไปสูบบุหรี่มวนน้อยกว่านั่นเอง

เจสสิก้า อิงส์ต (Jessica Yingst) รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สาธารณสุขและผู้เขียนหลักของรายงานวิจัย กล่าวว่า “แม้ว่านิโคตินจะเป็นสารที่ทำให้เสพติด แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อันตรายที่แท้จริงมาจากผลพลอยได้ของการเผาไหม้ในยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินสามารถส่งผ่านนิโคตินได้ใกล้เคียงกับบุหรี่มวน จึงช่วยตอบสนองความต้องการของร่างกายและทำให้การเลิกบุหรี่มวนเพื่อเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนง่ายขึ้น ในขณะที่ปริมาณการรับสารเคมีเป็นพิษโดยรวมลดลงอย่างมาก”

ความหวังใหม่ด้านสาธารณสุข แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่ในสหรัฐฯ จะลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์เหลือเพียงประมาณ 10% แต่การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผู้ที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ด้วยวิธีอื่นได้ให้สามารถลดการรับสารพิษจากควันบุหรี่ได้

มหาวิทยาลัยเพนสเตต เป็นหนึ่งในศูนย์วิทยาศาสตร์การกำกับดูแลยาสูบ (TCORS) ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH)

ที่มา : https://pennstatehealthnews.org/2026/05/nicotine-e-cigarettes-reduce-harmful-chemical-exposure-help-smokers-quit/


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

“ดร.สุวิทย์” เป็นประธานปิดการอบรมพร้อมมอบประกาศนียบัตร หลักสูตร ISO for GHG รุ่นที่ 2 เสริมศักยภาพองค์กรสู่มาตรฐานสากลด้านก๊าซเรือนกระจก

“ดร.สุวิทย์” เป็นประธานปิดการอบรมพร้อมมอบประกาศนียบัตร หลักสูตร ISO for GHG รุ่นที่ 2 เสริมศักยภาพองค์กรสู่มาตรฐานสากลด้านก๊าซเรือนกระจก

เมื่อวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลัง งานสะอาดเพื่อประชาชน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีปิดการอบรม และมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรม จำนวน 30 ท่าน ในการอบรมหลักสูตร “ความรู้พื้นฐานการจัดทำบัญชีรายการ และรายงานก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐาน ISO 14064-1 และ ISO 14067 แบบครบวงจร รุ่นที่ 2” หรือ ISO for GHG รุ่นที่ 2 โดยมี คุณนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,คุณอาทิตย์ เวชกิจ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

ในโอกาสนี้ คุณธวัช ผลความดี ผู้อำนวยการหลักสูตร ได้กล่าวรายงานผลการดำเนินงานของหลักสูตรต่อประธานในพิธี โดยสรุปว่า การอบรมในครั้งนี้มีผู้บริหาร วิศวกร และนักวิชาการจากหลากหลายองค์กรชั้นนำ เข้าร่วมและสำเร็จการอบรมรวมทั้งสิ้น 30 ท่าน ตลอดระยะเวลา 5 วัน รวม 41 ชั่วโมง ผู้เข้าอบรมได้เข้าร่วมการเรียนรู้อย่างเข้มข้น ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ผ่านกิจกรรม Workshop ที่เน้นการคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลจริง ครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำบัญชีปริมาณก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กรและระดับผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงกระบวนการควบคุมคุณภาพข้อมูล เพื่อรองรับการทวนสอบโดยบุคคลที่สาม ตามมาตรฐานสากล ISO 14064-1 และ ISO 14067

นอกจากนี้ คณะผู้จัดงานยังได้นำผู้เข้าอบรมเข้าศึกษาดูงาน ณ บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด (SYS) โรงงานห้วยโป่ง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นองค์กรต้นแบบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานดังกล่าวอย่างครบถ้วน ทำให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริง และเห็นภาพกระบวนการดำเนินงานที่สอดคล้องตามข้อกำหนดมาตรฐานอย่างเป็นรูปธรรม

ภายหลังการรายงาน ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ได้กล่าวให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการอบรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบข้อมูลและการจัดทำรายงานก๊าซเรือนกระจกให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถขององค์กร และสร้างความเชื่อมั่นในเวทีธุรกิจระดับสากล

ทั้งนี้ ประกาศนียบัตรที่ผู้เข้าอบรมได้รับในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาระบบการจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

#ISOFORGHG2 #มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

รองนายกฯ “ยศชนัน” ชูวิจัยทางคลินิกเป็น New Growth Engine ดันไทยสู่ศูนย์กลาง Clinical Research ของภูมิภาค ในเวทีมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

รองนายกฯ “ยศชนัน” ชูวิจัยทางคลินิกเป็น New Growth Engine ดันไทยสู่ศูนย์ กลาง Clinical Research ของภูมิภาค ในเวทีมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่ง ยืน” เวทีนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากทุกภาคส่วน สู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมปาฐกถาพิเศษนำเสนอวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรม พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพแห่งอนาคต

ทั้งนี้มี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (ผวช.) ให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอบทบาทของ (วช.) ในการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรม โดยมีกลไกของศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางความรู้ (Hub of Knowledge) เพื่อสร้างระบบนิเวศการวิจัยที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน เวทีเสวนาในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการยกระดับระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยผ่านการทำงานของศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลากรวิจัยทางคลินิก (Hub of Talents for the Clinical Research Professionals) ให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในอนาคต

ศ.ดร.ยศชนันฯ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Research Synergy พลิกโฉมประเทศไทย: จากงานวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของชาติ” ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่งานวิจัยและนวัตกรรมต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การผนึกกำลังของนักวิจัย มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และประชาชน จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง เกิดนวัตกรรมที่สร้างรายได้ สร้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Clinical Research: New Growth Engine ของไทยในเวทีโลก” โดยเน้นย้ำว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ ระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลชั้นนำ ตลอดจนศักยภาพของนักวิจัยไทย หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกอย่างครบวงจร จะผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศในอนาคต

ภายในงานยังจัดเวทีพิเศษ “Thailand Clinical Research Hub: Aligning Clinical Research Capacity with New Growth Engine Policy” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิก พร้อมการเสวนา 3 เวทีสำคัญ ได้แก่ “Thailand’s Clinical Research Moment: โอกาส ความเสี่ยง และเจตนารมณ์แห่งชาติ”, “Closing the Gap: สิ่งที่แต่ละ Stakeholder ทำได้จริงเพื่อดึง Sponsor มาไทย” และ “The Operational Reality: คนหน้างานบอกว่าอะไรปลดล็อกศักยภาพไทยได้จริงใน 3 ปี” ก่อนปิดท้ายด้วยการนำเสนอทิศทาง “Charting the Course: ทิศทาง Clinical Research ไทย 2026–2029” เพื่อกำหนดหมุดหมายการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาคและระดับโลก

ทั้งนี้ งาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ได้จัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นจากเครือข่ายวิจัยทั่วประเทศ ครอบคลุม 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG การสร้าง Soft Power ไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่ การยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคม การพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการส่งเสริม SME และวิสาหกิจชุมชน พร้อมผลงานวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัย (PMU) และเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย (RUN) ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ครอบคลุมด้านการแพทย์ สุขภาพ การศึกษา เทคโนโลยีดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และการรับมือภัยพิบัติ สะท้อนพลัง “Research Synergy” ในการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ขอเชิญร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ระหว่างวันที่ 22–26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 22–23 กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Research Synergy พลังวิจัย สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน”


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มทร.ธัญบุรี จับมือ อว.-กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปั้น “ครูนวัตกร” ใช้ความรู้ 5 ด้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจชุมชน

มทร.ธัญบุรี จับมือ อว.-กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปั้น “ครูนวัตกร” ใช้ความรู้ 5 ด้าน พลิกโฉมเศรษฐกิจชุมชน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ผนึกกำลังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) พร้อมเครือข่าย 5 มหาวิทยาลัย เปิดฉากเวิร์กชอปสุดเข้มข้นในโครงการขับเคลื่อนศูนย์สร้างนวัตกรภูมิภาค เพื่อพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาสู่นวัตกรชุมชน ด้วยฐานองค์ความรู้ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) พื้นที่ภาคกลาง จัดกิจกรรมด่านท้าทายที่ 2 : กระบวนการพัฒนานวัตกรรมเตรียมพร้อมสู่ศตวรรษที่ 21 (Basic Program) เพื่อดึงกระบวนการบ่มเพาะมาติวเข้มบุคลากรทางการศึกษาภาคกลาง สู่การเป็น ผู้นำนวัตกรรมชุมชน หวังแก้ปัญหาท้องถิ่นและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืนในศตวรรษที่ 21

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ผสานความร่วมมือกับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และมทร.ธัญบุรี ในฐานะแกนหลักศูนย์สร้างนวัตกรภูมิภาคพื้นที่ภาคกลาง จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว ระหว่างวันที่ 15 – 17 มิ.ย.2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จ.นนทบุรี เพื่อปฏิรูปวงการศึกษาและติดปีกครู สกร. ให้มีทักษะขั้นสูงในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ไปประยุกต์ใช้งานจริงในพื้นที่รับผิดชอบของตนเอง

รองศาสตราจารย์ ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า โครงการนี้ถือเป็นกลไกส่วนสำคัญในการพลิกโฉมบทบาทของบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวไปเป็น นวัตกรชุมชน อย่างเต็มตัว โดยการจัดงานในด่านท้าทายที่ 2 นี้ ถือเป็นจุดสตาร์ทที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าอบรมได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เรียนรู้และฝึกฝนเครื่องมือใหม่ๆ ตลอดจนเสริมสร้างทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผ่านกระบวนการเรียนรู้สมัยใหม่ที่บูรณาการศาสตร์ความรู้ 5 ด้าน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ศิลปะ และคณิตศาสตร์ ผนวกเข้ากับมิติการทำธุรกิจนวัตกรรมของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อส่งต่อความรู้เหล่านี้นำไปพัฒนาผู้เรียนและขับเคลื่อนชุมชนในภาคกลางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

สำหรับหลักสูตรการบ่มเพาะตลอด 3 วันเต็ม อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมเวิร์กชอป 4 ช่วงสำคัญ เริ่มตั้งแต่การเจาะลึกพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมายเพื่อค้นหาปัญหาที่แท้จริงในชุมชน การระดมไอเดียแปลกใหม่เพื่อตอบโจทย์นวัตกรรม การลงมือทำโมเดลไอเดียเพื่อพัฒนาไปสู่โมเดลธุรกิจอย่างง่าย และการพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงพร้อมเทคนิคการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีทีมคณาจารย์และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำร่วมดูแลอย่างใกล้ชิด ก่อนจะปิดท้ายด้วยการระดมสมองถอดบทเรียนเพื่อเตรียมนำไปต่อยอดในพื้นที่จริงต่อไป

ไฮไลต์สำคัญในวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 มีการจัดพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี เป็นผู้กล่าวรายงานถึงการเชื่อมโยงกลไกเครือข่าย พร้อมด้วย นายเมธี ลิมนิยกุล ผู้อำนวยการกลุ่มประสานเครือข่าย (อว.) ในภูมิภาค และ นายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมปาฐกถาพิเศษถึงแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง มทร. ธัญบุรี กับเครือข่าย 5 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มทร.กรุงเทพ, มทร.พระนคร, มทร.สุวรรณภูมิ, มรภ.พระนครศรีอยุธยา และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อสร้างเครือข่ายนวัตกรรมที่แข็ง แกร่งในการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในเป้าหมายหลักที่ 4 การศึกษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง เป้าหมายย่อย 4.4 ในการเพิ่มจำนวนเยาวชนและผู้ใหญ่ที่มีทักษะที่จำเป็น รวมถึงทักษะทางเทคนิคและอาชีพเพื่อการทำงานและการเป็นผู้ประกอบการ และเป้าหมายหลักที่ 8 การจ้างงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เป้าหมายย่อย 8.3 การมุ่งเน้นการผลิต ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และเป้าหมายหลักที่ 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายย่อย 17.16 ในการเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยี ในการขับเคลื่อนความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก

ผู้ที่สนใจต้องการอัปเดตความเคลื่อนไหว ติดตามผลงานไอเดียนวัตกรรมชุมชนฝีมือครู สกร. และกิจกรรมต่อไป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร. ธัญบุรี หรือติดตามผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


ฝ่ายข่าว กองประชาสัมพันธ์ มทร.ธัญบุรี (smile)(smile)(peace)

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

กมธ.การทหาร วุฒิสภา รับฟังบรรยายพิเศษ “อมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย” ณ สโมสรมณฑลทหารบกที่ 14 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

กมธ.การทหาร วุฒิสภา รับฟังบรรยายพิเศษ “อมตะกับความมั่นคงของประเทศ ไทย” ณ สโมสรมณฑลทหารบกที่ 14 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 นาฬิกา ภาคบ่าย ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี นำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการ ด้านกิจการทหาร นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษอลงกต วรกี นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ กรรมาธิการ นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ กรรมาธิการ รวมถึงอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร

ในการนี้ พล.ต. ประเสริฐ ใจกล้า ผบ.มทบ.14 ให้การต้อนรับ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ และคณะเดินทาง ให้การต้อนรับ โดยคณะได้รับฟังและหารือกับนายอัครเรศร์ ชูช่วย รองประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท อมตะ ยู จำกัด กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ เป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณูปโภค การจัดการสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยภายในนิคมอุตสาหกรรมในเครืออมตะ คอร์ปอเรชัน บรรยายพิเศษและหารือในประเด็นอมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย สรุปได้ว่า

  1. กลุ่มบริษัทอมตะมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงในมิติการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการเป็นเมืองอัจฉริยะโดยไม่ใช่ความมั่นคงทางการทหารหรือการสู้รบ แต่เป็นความมั่นคงที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น นิคมอุตสาหกรรมของอมตะตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่ง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรม ชาติ จึงเป็นหัวใจสำคัญเพื่อป้องกันการขาดแคลนและลดผลกระทบต่อชุมชน ลดการดึงน้ำจืดจากแหล่งธรรมชาติช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว
  2. ความมั่นคงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นการันตีความมั่นคงของพลังงานและรายได้ผ่านข้อตกลงระยะยาว เพื่อไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
  3. ความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะให้ความสำคัญในการเติบโตไปพร้อมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายภายใต้ปรัชญาธุรกิจทุกคนเป็นผู้ได้ประโยชน์ร่วมกัน “ALL WIN” ตลอดจนการมุ่งเน้นการดูแลแรงงาน การสร้างงานในท้องถิ่น และการพัฒนาความโปร่งใสในองค์กร ตลอดจนพันธมิตรยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศที่จำเป็นต้องมีการขยายการลงทุน เช่น โครงการในเวียดนาม เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค หรือในประเทศเมียนมาก็ยังคงการลงทุนไว้ เพื่อในเวลาที่เหมาะสม เป็นต้น
  4. แนวทางในการสนับสนุนและร่วมมือกับกองทัพและทหารทั้งในมิติการพัฒนาสังคม การบรรเทาสาธารณภัย และการส่งเสริมสวัสดิการของกำลังพล โดยอาจจะสามารถแบ่งการช่วยเหลือออกเป็นด้านหลัก เช่น ความมือกับหน่วยงานทหารในพื้นที่ เช่น
    1. มณฑลทหารบกที่ 14 (มทบ.14) ดูแลพื้นที่จังหวัดชลบุรีกับจังหวัดระยองในการระดมทุนสนับสนุนภาคการศึกษามอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานของกำลังพลชั้นผู้น้อยในค่ายทหารท้องถิ่น เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของครอบครัวทหาร
    2. การร่วมมือบรรเทาสาธารณภัยและการส่งกำลังใจสู่ชายแดน มีการจัดกิจกรรมร่วมใจระดมสิ่งของอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค และเงินสนับสนุนเพื่อส่งมอบผ่านช่องทางของกองทัพ ไปช่วยเหลือ ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน (เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา)เมื่อเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมใหญ่ในภูมิภาค กลุ่มอมตะจะประสานงานร่วมกับหน่วยทหารพัฒนาหรือมณฑลทหารบกในพื้นที่ในการสนับสนุนเครื่องจักร แหล่งน้ำสะอาดหรือถุงยังชีพเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชน รวมทั้งกองทัพและหน่วยงานทหารในพื้นที่มีการเข้าร่วมสังเกตการณ์หรือร่วมฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน (เช่น วิกฤตการณ์สารเคมี หรือภัยพิบัติขนาดใหญ่)ร่วมกับนิคมฯ เพื่อให้กำลังพลมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือประชาชนและภาคอุตสาหกรรมหากเกิดเหตุ

โดยสรุปแล้วกลุ่มอมตะกับความมั่นคงของประเทศไทยได้มีการจัดการความมั่นคงร่วมกับ
การดำเนินการภาคเอกชนจะถือว่ามีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบต่อกัน ซึ่งในมุมมองของภาคเอกชนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศจะมีการพิจารณาประเด็นแรกคือความมั่นคงทางการเมืองและความมีเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับไปประกอบการพิจารณา อันจะนำไปสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และแนวทางการจัดการความมั่นคงของประเทศที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิ การภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนกับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยังยื่นต่อไป


กมธ.การทหาร วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ มทบ.14 ติดตามภารกิจ ความพร้อมรบ และการฝึกทหารใหม่ พร้อมรับฟังบรรยายพิเศษ “อมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย”

กมธ.การทหาร วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ มณฑลทหารบกที่ 14 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ติดตามภารกิจ ความพร้อมรบ และการฝึกทหารใหม่ พร้อมรับฟังบรรยายพิเศษ “อมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย ณ สโมสรมณฑลทหารบกที่ 14

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 11.30 นาฬิกา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ มณฑลทหารบกที่ 14 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี นำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการ ด้านกิจการทหาร นาง สาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษอลงกต วรกี นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ กรรมาธิ การ นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ กรรมาธิการ รวมถึงอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร

ในการนี้ พล.ต. ประเสริฐ ใจกล้า ผบ.มทบ.14 ให้การต้อนรับ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ และคณะเดินทาง

จากนั้น พล.ต. ประเสริฐ ใจกล้า ผบ.มทบ.14 ได้นำ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง ถวายพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกเกาหลี ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ามเด็จพระเจ้าตากสินมหารราช และถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวนมหารราช พร้อมทั้งได้นำคณะเดินทางเข้ารับฟังและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ติดตามภารกิจ ความพร้อม และขีดความสามารถของหน่วย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความมั่นคง ดังนี้

(1) ภารกิจ โครงสร้างการจัดหน่วย และขีดความสามารถของหน่วย
คณะกรรมาธิการได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจ โครงสร้างการจัดหน่วย และขีดความสามารถของมณฑลทหารบกที่ 14 ซึ่งครอบคลุมบทบาทในการรักษาความมั่นคงภายในพื้นที่รับผิดชอบ การสนับสนุนภารกิจของกองทัพบก การช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์สาธารณภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

(2) การสาธิตการปฏิบัติของหน่วยและศักยภาพด้านการปฏิบัติการ
คณะกรรมาธิการได้รับชมการสาธิตการปฏิบัติของหน่วย เพื่อรับทราบถึงขีดความสามารถในการดำเนินภารกิจด้านความมั่นคง การควบคุมสถานการณ์ การรักษาความสงบเรียบร้อย และการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกในมิติต่าง ๆ อันสะท้อนถึงความพร้อมของกำลังพล การบูรณาการกำลังและทรัพยากร ตลอดจนความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

(3) การฝึกศึกษาและการพัฒนากำลังพลของทหารใหม่
คณะกรรมาธิการได้เยี่ยมชมการฝึกทหารใหม่ของหน่วย โดยรับทราบแนวทางการฝึกศึกษาตามหลักสูตรของกองทัพบก ซึ่งมุ่งเน้นการปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ ควบคู่กับการพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังพลให้มีศักยภาพในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

(4) สิทธิ สวัสดิการ และการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
คณะกรรมาธิการได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และการสงเคราะห์ทหาร ผ่านศึก รวมถึงครอบครัวของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ โดยครอบคลุมการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล การศึกษา การประกอบอาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนการดูแลผู้ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่และครอบครัวของผู้เสียสละ เพื่อสร้างหลักประกันด้านสวัสดิการและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารผ่านศึกให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี

ต่อจากนั้น เวลา 12.00 – 13.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการได้รับฟังการบรรยายพิเศษ เรื่อง “อมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย” โดย นายอัครเรศร์ ชูช่วย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ ยู จำกัด ณ สโมสรมณฑลทหารบกที่ 14 ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาเขตอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับความมั่นคงของรัฐ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคงแห่งชาติ” โดยชี้ให้เห็นว่าการมีฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพยากรมนุษย์ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความพร้อมของประเทศในการรองรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

​ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้นำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการศึกษาดูงานครั้งนี้ไปประกอบการพิจารณาและสนับสนุนการดำเนินงานด้านความมั่นคง เกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของหน่วยทหารในพื้นที่ ตบอดจนมุมมองจากภาคเอกชนด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาศึกษา และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการทหารและความมั่งคงของรัฐ ตามอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานและตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานและตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

​วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 – 16.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) นำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการ ด้านกิจการทหาร นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษอลงกต วรกี นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ กรรมาธิการ รวมถึงอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร

​ในการนี้ น.อ. วิรัตน์ ก้อนทอง รอง ผบ.สอ.รฝ. และคณะนายทหาร สอ.รฝ.ให้การต้อนรับ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ และคณะเดินทาง

​จากนั้น น.อ. วิรัตน์ ก้อนทอง รอง ผบ.สอ.รฝ. ได้นำคณะเดินทางเข้ารับฟังบรรยายและสรุปผลการดำเนินงานจากกองบัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เกี่ยวกับภารกิจด้านความมั่นคง และการพัฒนากำลังพลสำรอง การช่วยเหลือประชาชน และการดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริ ในประเด็นดังนี้

1.ภารกิจ อำนาจหน้าที่ และการจัดหน่วย รับทราบภารกิจหลักของหน่วยในการป้องกันภัยทางอากาศและการรักษาฝั่ง การเฝ้าตรวจ ติดตาม และเตรียมความพร้อมในการป้องกันประเทศ ตลอดจนโครงสร้างการจัดหน่วย การบูรณาการกำลังและทรัพยากรเพื่อรองรับภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลและชายฝั่ง การพัฒนาขีดความสามารถของหน่วย รับทราบแนวทางการพัฒนาศักยภาพกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบสนับสนุนการปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรบและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป ความพร้อม​กิจการกำลังพลสำรอง การฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพกำลังสำรองให้มีความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันประ เทศ รวมทั้งการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนกับกองทัพ

2.ในส่วน​ภารกิจด้านการบรรเทาสาธารณภัยและการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ ตลอดจนการเตรียมกำลังพลและเครื่องมือให้พร้อมปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์

​3.การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รับฟังผลการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน

โดยที่คณะกรรมาธิการได้รับข้อสังเกตจาก สอ.รฝ.ในการช่วยสนับสนุนและผลักดันอัตรากำลังของหน่วยที่ยังไม่เพียงพอตลอดจนงบประมาณในการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยสำหรับปฏิบัติภารกิจรักษาชายฝั่งในภาคตะวันออกติดชายแดนกัมพูชา

​ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุป คณะกรรมาธิการได้เยี่ยมชมผลการดำเนินงานของ โครงการ “โคก หนอง นา” ซึ่งเป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน รวมทั้งเยี่ยมชมกิจกรรม การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ที่หน่วยดำเนินการเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง สร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

​ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้นำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการศึกษาดูงานครั้งนี้ไปประกอบการพิจารณาและสนับสนุนการดำเนินงานด้านความมั่นคง การพัฒนากำลังสำรอง และการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพให้สามารถตอบสนองต่อภารกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต่อไป