กมธ.การทหาร วุฒิสภา รับฟังบรรยายพิเศษ “อมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย” ณ สโมสรมณฑลทหารบกที่ 14 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

กมธ.การทหาร วุฒิสภา รับฟังบรรยายพิเศษ “อมตะกับความมั่นคงของประเทศ ไทย” ณ สโมสรมณฑลทหารบกที่ 14 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 นาฬิกา ภาคบ่าย ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ จังหวัดชลบุรี นำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการ ด้านกิจการทหาร นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษอลงกต วรกี นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ กรรมาธิการ นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ กรรมาธิการ รวมถึงอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร

ในการนี้ พล.ต. ประเสริฐ ใจกล้า ผบ.มทบ.14 ให้การต้อนรับ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ และคณะเดินทาง ให้การต้อนรับ โดยคณะได้รับฟังและหารือกับนายอัครเรศร์ ชูช่วย รองประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท อมตะ ยู จำกัด กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ เป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสาธารณูปโภค การจัดการสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยภายในนิคมอุตสาหกรรมในเครืออมตะ คอร์ปอเรชัน บรรยายพิเศษและหารือในประเด็นอมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย สรุปได้ว่า

  1. กลุ่มบริษัทอมตะมุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงในมิติการพัฒนาอย่างยั่งยืนและความมั่นคงด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการเป็นเมืองอัจฉริยะโดยไม่ใช่ความมั่นคงทางการทหารหรือการสู้รบ แต่เป็นความมั่นคงที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เช่น นิคมอุตสาหกรรมของอมตะตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชายฝั่ง การบริหารจัดการทรัพยากรธรรม ชาติ จึงเป็นหัวใจสำคัญเพื่อป้องกันการขาดแคลนและลดผลกระทบต่อชุมชน ลดการดึงน้ำจืดจากแหล่งธรรมชาติช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว
  2. ความมั่นคงด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นการันตีความมั่นคงของพลังงานและรายได้ผ่านข้อตกลงระยะยาว เพื่อไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
  3. ความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งจะให้ความสำคัญในการเติบโตไปพร้อมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายภายใต้ปรัชญาธุรกิจทุกคนเป็นผู้ได้ประโยชน์ร่วมกัน “ALL WIN” ตลอดจนการมุ่งเน้นการดูแลแรงงาน การสร้างงานในท้องถิ่น และการพัฒนาความโปร่งใสในองค์กร ตลอดจนพันธมิตรยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศที่จำเป็นต้องมีการขยายการลงทุน เช่น โครงการในเวียดนาม เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค หรือในประเทศเมียนมาก็ยังคงการลงทุนไว้ เพื่อในเวลาที่เหมาะสม เป็นต้น
  4. แนวทางในการสนับสนุนและร่วมมือกับกองทัพและทหารทั้งในมิติการพัฒนาสังคม การบรรเทาสาธารณภัย และการส่งเสริมสวัสดิการของกำลังพล โดยอาจจะสามารถแบ่งการช่วยเหลือออกเป็นด้านหลัก เช่น ความมือกับหน่วยงานทหารในพื้นที่ เช่น
    1. มณฑลทหารบกที่ 14 (มทบ.14) ดูแลพื้นที่จังหวัดชลบุรีกับจังหวัดระยองในการระดมทุนสนับสนุนภาคการศึกษามอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานของกำลังพลชั้นผู้น้อยในค่ายทหารท้องถิ่น เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของครอบครัวทหาร
    2. การร่วมมือบรรเทาสาธารณภัยและการส่งกำลังใจสู่ชายแดน มีการจัดกิจกรรมร่วมใจระดมสิ่งของอุปโภคบริโภค ยารักษาโรค และเงินสนับสนุนเพื่อส่งมอบผ่านช่องทางของกองทัพ ไปช่วยเหลือ ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน (เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา)เมื่อเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมใหญ่ในภูมิภาค กลุ่มอมตะจะประสานงานร่วมกับหน่วยทหารพัฒนาหรือมณฑลทหารบกในพื้นที่ในการสนับสนุนเครื่องจักร แหล่งน้ำสะอาดหรือถุงยังชีพเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชน รวมทั้งกองทัพและหน่วยงานทหารในพื้นที่มีการเข้าร่วมสังเกตการณ์หรือร่วมฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุฉุกเฉิน (เช่น วิกฤตการณ์สารเคมี หรือภัยพิบัติขนาดใหญ่)ร่วมกับนิคมฯ เพื่อให้กำลังพลมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือประชาชนและภาคอุตสาหกรรมหากเกิดเหตุ

โดยสรุปแล้วกลุ่มอมตะกับความมั่นคงของประเทศไทยได้มีการจัดการความมั่นคงร่วมกับ
การดำเนินการภาคเอกชนจะถือว่ามีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบต่อกัน ซึ่งในมุมมองของภาคเอกชนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนขนาดใหญ่ในประเทศจะมีการพิจารณาประเด็นแรกคือความมั่นคงทางการเมืองและความมีเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับไปประกอบการพิจารณา อันจะนำไปสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และแนวทางการจัดการความมั่นคงของประเทศที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิ การภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนกับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยังยื่นต่อไป


กมธ.การทหาร วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ มทบ.14 ติดตามภารกิจ ความพร้อมรบ และการฝึกทหารใหม่ พร้อมรับฟังบรรยายพิเศษ “อมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย”

กมธ.การทหาร วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ มณฑลทหารบกที่ 14 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ติดตามภารกิจ ความพร้อมรบ และการฝึกทหารใหม่ พร้อมรับฟังบรรยายพิเศษ “อมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย ณ สโมสรมณฑลทหารบกที่ 14

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 – 11.30 นาฬิกา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ มณฑลทหารบกที่ 14 อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี นำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการ ด้านกิจการทหาร นาง สาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษอลงกต วรกี นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ กรรมาธิ การ นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ กรรมาธิการ รวมถึงอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร

ในการนี้ พล.ต. ประเสริฐ ใจกล้า ผบ.มทบ.14 ให้การต้อนรับ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ และคณะเดินทาง

จากนั้น พล.ต. ประเสริฐ ใจกล้า ผบ.มทบ.14 ได้นำ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง ถวายพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ทหารผ่านศึกเกาหลี ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ามเด็จพระเจ้าตากสินมหารราช และถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวนมหารราช พร้อมทั้งได้นำคณะเดินทางเข้ารับฟังและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ติดตามภารกิจ ความพร้อม และขีดความสามารถของหน่วย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสริมสร้างความมั่นคง ดังนี้

(1) ภารกิจ โครงสร้างการจัดหน่วย และขีดความสามารถของหน่วย
คณะกรรมาธิการได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจ โครงสร้างการจัดหน่วย และขีดความสามารถของมณฑลทหารบกที่ 14 ซึ่งครอบคลุมบทบาทในการรักษาความมั่นคงภายในพื้นที่รับผิดชอบ การสนับสนุนภารกิจของกองทัพบก การช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์สาธารณภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

(2) การสาธิตการปฏิบัติของหน่วยและศักยภาพด้านการปฏิบัติการ
คณะกรรมาธิการได้รับชมการสาธิตการปฏิบัติของหน่วย เพื่อรับทราบถึงขีดความสามารถในการดำเนินภารกิจด้านความมั่นคง การควบคุมสถานการณ์ การรักษาความสงบเรียบร้อย และการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกในมิติต่าง ๆ อันสะท้อนถึงความพร้อมของกำลังพล การบูรณาการกำลังและทรัพยากร ตลอดจนความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

(3) การฝึกศึกษาและการพัฒนากำลังพลของทหารใหม่
คณะกรรมาธิการได้เยี่ยมชมการฝึกทหารใหม่ของหน่วย โดยรับทราบแนวทางการฝึกศึกษาตามหลักสูตรของกองทัพบก ซึ่งมุ่งเน้นการปลูกฝังระเบียบวินัย คุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ และจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ ควบคู่กับการพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังพลให้มีศักยภาพในการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

(4) สิทธิ สวัสดิการ และการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก
คณะกรรมาธิการได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และการสงเคราะห์ทหาร ผ่านศึก รวมถึงครอบครัวของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ โดยครอบคลุมการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาล การศึกษา การประกอบอาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนการดูแลผู้ทุพพลภาพจากการปฏิบัติหน้าที่และครอบครัวของผู้เสียสละ เพื่อสร้างหลักประกันด้านสวัสดิการและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารผ่านศึกให้สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี

ต่อจากนั้น เวลา 12.00 – 13.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการได้รับฟังการบรรยายพิเศษ เรื่อง “อมตะกับความมั่นคงของประเทศไทย” โดย นายอัครเรศร์ ชูช่วย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ ยู จำกัด ณ สโมสรมณฑลทหารบกที่ 14 ซึ่งได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของภาคเอกชนในการสนับสนุนความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาเขตอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กับความมั่นคงของรัฐ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” กับ “ความมั่นคงแห่งชาติ” โดยชี้ให้เห็นว่าการมีฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพยากรมนุษย์ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความพร้อมของประเทศในการรองรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

​ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้นำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการศึกษาดูงานครั้งนี้ไปประกอบการพิจารณาและสนับสนุนการดำเนินงานด้านความมั่นคง เกี่ยวกับการปฏิบัติภารกิจของหน่วยทหารในพื้นที่ ตบอดจนมุมมองจากภาคเอกชนด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาศึกษา และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการทหารและความมั่งคงของรัฐ ตามอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานและตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานและตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

​วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 – 16.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและตรวจเยี่ยมหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) นำโดย นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการ ด้านกิจการทหาร นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษอลงกต วรกี นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์ กรรมาธิการ รวมถึงอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร

​ในการนี้ น.อ. วิรัตน์ ก้อนทอง รอง ผบ.สอ.รฝ. และคณะนายทหาร สอ.รฝ.ให้การต้อนรับ นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการ ฯ และคณะเดินทาง

​จากนั้น น.อ. วิรัตน์ ก้อนทอง รอง ผบ.สอ.รฝ. ได้นำคณะเดินทางเข้ารับฟังบรรยายและสรุปผลการดำเนินงานจากกองบัญชาการหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เกี่ยวกับภารกิจด้านความมั่นคง และการพัฒนากำลังพลสำรอง การช่วยเหลือประชาชน และการดำเนินโครงการตามแนวพระราชดำริ ในประเด็นดังนี้

1.ภารกิจ อำนาจหน้าที่ และการจัดหน่วย รับทราบภารกิจหลักของหน่วยในการป้องกันภัยทางอากาศและการรักษาฝั่ง การเฝ้าตรวจ ติดตาม และเตรียมความพร้อมในการป้องกันประเทศ ตลอดจนโครงสร้างการจัดหน่วย การบูรณาการกำลังและทรัพยากรเพื่อรองรับภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเลและชายฝั่ง การพัฒนาขีดความสามารถของหน่วย รับทราบแนวทางการพัฒนาศักยภาพกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบสนับสนุนการปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรบและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป ความพร้อม​กิจการกำลังพลสำรอง การฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพกำลังสำรองให้มีความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันประ เทศ รวมทั้งการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนกับกองทัพ

2.ในส่วน​ภารกิจด้านการบรรเทาสาธารณภัยและการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ ตลอดจนการเตรียมกำลังพลและเครื่องมือให้พร้อมปฏิบัติการได้อย่างทันท่วงทีในทุกสถานการณ์

​3.การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รับฟังผลการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน

โดยที่คณะกรรมาธิการได้รับข้อสังเกตจาก สอ.รฝ.ในการช่วยสนับสนุนและผลักดันอัตรากำลังของหน่วยที่ยังไม่เพียงพอตลอดจนงบประมาณในการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยสำหรับปฏิบัติภารกิจรักษาชายฝั่งในภาคตะวันออกติดชายแดนกัมพูชา

​ภายหลังการรับฟังบรรยายสรุป คณะกรรมาธิการได้เยี่ยมชมผลการดำเนินงานของ โครงการ “โคก หนอง นา” ซึ่งเป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน รวมทั้งเยี่ยมชมกิจกรรม การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ที่หน่วยดำเนินการเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง สร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

​ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้นำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการศึกษาดูงานครั้งนี้ไปประกอบการพิจารณาและสนับสนุนการดำเนินงานด้านความมั่นคง การพัฒนากำลังสำรอง และการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพให้สามารถตอบสนองต่อภารกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานและแนวทางพัฒนาขีดความสามารถกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ จังหวัดระยอง

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานและแนวทางพัฒนาขีดความสามารถกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ จังหวัดระยอง

​วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 – 12.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและติดตามแนวทางพัฒนาขีดความสามารถ ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะกับโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC ในส่วนที่กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง สามารถร่วมในทางทหารเพื่อการพัฒนาพื้นที่ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการ ด้านกิจการทหาร นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร

​ในการนี้ พล.ร.ต. พิทักษ์ เทพทา ผบ.กบร.กร. ให้การต้อนรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร และคณะเดินทาง

​จากนั้น พล.ร.ต. พิทักษ์ เทพทา ได้นำคณะเดินทางเข้ารับฟังบรรยายและสรุปผลการดำเนินงานจากกองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ เกี่ยวกับภารกิจ อำนาจหน้าที่ การจัดกำลัง และขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจด้านการบินทางทหาร รวมถึงบทบาทในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในประเด็นสำคัญ ดังนี้

​ภารกิจและการจัดหน่วยของกองการบินทหารเรือ รับทราบโครงสร้างการบังคับบัญชา การจัดหน่วยบิน หน่วยสนับสนุนการบิน และภารกิจหลักในการปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพเรือ ทั้งด้านการลาดตระเวน การค้นหาและช่วยเหลือ การลำเลียงทางอากาศ การสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรือ และการปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงของประเทศขีดความสามารถด้านอากาศยานและกำลังพล รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับอากาศยานประจำการ ระบบสนับสนุนการบิน ความพร้อมรบของกำลังพล นักบิน และเจ้าหน้าที่ประจำอากาศยาน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาศักยภาพและการรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน การสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงและการช่วยเหลือประชาชน รับทราบผลการปฏิบัติภารกิจด้านการเฝ้าตรวจพื้นที่ทางทะเล การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย การลำเลียงผู้ป่วยฉุกเฉิน การบรรเทาสาธารณภัย และการสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่ต่าง ๆ

​โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการสนับสนุนด้านความมั่นคงและการคุ้มครองพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเขต EEC ในการดูแลความปลอดภัยทางทะเล การเฝ้าระวังพื้นที่ชายฝั่ง การสนับสนุนการคมนาคมและการขนส่งทางอากาศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ภาคตะวันออก ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการพัฒนา

คณะกรรมาธิการได้รับทราบข้อจำกัดด้านงบประมาณ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน การจัดหาและปรับปรุงอากาศยาน ตลอดจนข้อเสนอในการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองการบินทหารเรือให้สามารถรองรับภารกิจด้านความมั่นคงและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต ซึ่งคณะกรรมาธิการให้ความสำคัญในการผลักดันและสนับสนุนให้กองทัพเรือสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาชายฝั่งด้านความมั่นคงของฝั่งตะวันออกและจะนำข้อสังเกตไปพิจารณาดำเนินการ เสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

​ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้นำข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับไปประกอบการพิจารณาศึกษาและติดตามการดำเนินงานด้านการทหารและความมั่นคงของประเทศ ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบนิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานหน่วยเฉพาะกิจการทหารพรานนาวิกโยธิน (ฉก.ทพ.นย.) และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ณ จังหวัดจันทบุรี

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานหน่วยเฉพาะกิจการทหารพรานนาวิกโยธิน (ฉก. ทพ.นย.) และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ณ จังหวัดจันทบุรี

วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 ภาคบ่าย คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร ลงพื้นที่ติดตามงานและตราวจเยี่ยมหน่วยทหาร 2 จุด ดังนี้

  1. เวลา 13.00 – 14.20 นาฬิกา ณ หน่วยเฉพาะกิจการทหารพรานนาวิกโยธิน (ฉก.ทพ. นย.) ค่ายเทวาพิทักษ์ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

ในการนี้ น.อ. ธวัชชัย กลางคำ ผบ.ฉก.ทพ.นย. ให้การต้อนรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร และคณะเดินทาง จากนั้นได้นำคณะเดินทางเข้ารับฟังบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผลการดำเนินงาน ดังนี้

1) โครงสร้างกำลังพลและการจัดหน่วย คณะกรรมาธิการได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างการจัดหน่วย อัตรากำลังพล การแบ่งสายการบังคับบัญชา การกระจายกำลังในพื้นที่รับผิดชอบ ตลอดจนความพร้อมด้านบุคลากรและการบริหารกำลังพลให้สอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงและการช่วยเหลือประชาชน

2) ภารกิจสำคัญและบทบาทหน้าที่ของหน่วย ได้รับทราบภารกิจหลัก อำนาจหน้าที่ และบทบาทความรับผิดชอบของหน่วยงานในการรักษาความมั่นคง การป้องกันประเทศ การสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพ รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

3) การฝึกศึกษาและพัฒนาขีดความสามารถกำลังพล ได้รับฟังแนวทางการฝึกศึกษา การพัฒนาความรู้ ทักษะ และความเชี่ยวชาญของกำลังพล การฝึกตามวงรอบประจำปี การฝึกร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมกำลังพลให้สามารถรองรับภารกิจในทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4) การปฏิบัติการด้านความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบ ได้รับทราบผลการดำเนินงานด้านความมั่นคงในพื้นที่รับผิดชอบ อาทิ การเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคาม การรักษาความสงบเรียบร้อย การรักษาความปลอดภัยพื้นที่สำคัญ การป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ

5) การสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมและการช่วยเหลือประชาชน ได้รับฟังผลการดำเนินงานในการช่วยเหลือประชาชนและบรรเทาสาธารณภัย การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และภัยพิบัติต่าง ๆ การสนับสนุนด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และทรัพยากร รวมถึงการดำเนินกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนในพื้นที่

6) ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการพัฒนาศักยภาพการปฏิบัติงาน ได้รับทราบปัญหาและข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน อาทิ ด้านกำลังพล งบประมาณ ยุทโธปกรณ์ เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจ พร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและรองรับภารกิจที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ ทางหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน ค่ายเทวาพิทักษ์ ยังมีข้อเสนอ 3 ประการ เพื่อให้ทางคณะกรรมาธิการได้ช่วยผลักดัน ประกอบด้วย

  • ประการแรก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและเส้นทางส่งกำลังบำรุง เสนอให้มีการพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางคมนาคมที่ใช้สำหรับการส่งกำลังบำรุงและลำเลียงเสบียงในพื้นที่รับผิดชอบ เนื่องจากปัจจุบันยังประสบข้อจำกัดด้านเส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวซึ่งส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติภารกิจและการส่งกำลังบำรุง ทั้งนี้ เส้นทางที่มีความจำเป็นเร่งด่วนคือเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดจันทบุรี–ตราด ระยะทางประมาณ 250 กิโลเมตร
  • ประการที่สอง การจัดหาอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลาดตระเวนและตรวจการณ์ เห็นควรได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์ที่ทันสมัยสำหรับการปฏิบัติภารกิจ อาทิ อากาศยานไร้คนขับ (Drone) สำหรับการตรวจการณ์และเฝ้าระวัง เนื่องจากพื้นที่ปฏิบัติงานมีสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและเข้าถึงได้ยาก ทำให้การตรวจการณ์ด้วยกำลังพลเพียงอย่างเดียวอาจไม่ครอบคลุมและมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพ
  • ประการที่สาม การเสริมกำลังพลเพื่อรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคง หน่วยฯ รายงานว่าปัจจุบันมีกำลังพลในจำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับภารกิจและสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

จึงมีความประสงค์ขอรับการสนับสนุนกำลังพลเพิ่มเติมในระดับ 1 ชุดควบคุมกำลัง หรือประมาณ 500 นาย เพื่อเสริมขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและรักษาความมั่นคงในพื้นที่ โดยได้มีการเสนอขอรับการสนับสนุนดังกล่าวไปยังหน่วยเหนือแล้ว ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและอาจมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่เกี่ยวข้อง

  1. เวลา 14.20 – 17.00 นาฬิกา ณ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ค่ายตากสิน อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

ในการนี้ พลตรี ร.ต. วีระชัย หลีค้า รอง ผบ.กปช.จต ให้การต้อนรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร และคณะเดินทาง พร้อมทั้งได้นำคณะเดินทาง เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จากนั้นได้นำคณะเดินทางเข้ารับฟังบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผลการดำเนินงาน ได้แก่ สำนักงานสงเคราะห์ทหารผ่านศึกเขตจันทบุรี การให้สวัสดิการและการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก แนวทางการดำเนินงานด้านสวัสดิการและการสงเคราะห์แก่ทหาร ผ่านศึกและครอบครัว ครอบคลุมการให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิประโยชน์ การบรรเทาความเดือดร้อน และการสนับสนุนด้านสังคม เพื่อยกระดับความเป็นอยู่และสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิต การส่งเสริมอาชีพและการสร้าง การดำเนินงานด้านการดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาล และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของทหารผ่านศึก โดยมุ่งให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขและการดูแลที่เหมาะสม อันนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความมั่นคงทางสังคม ตลอดจนปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการพัฒนางานด้านทหาร ผ่านศึกตลอดจนข้อจำกัดในการดำเนินงาน รวมถึงข้อเสนอแนะในการพัฒนาระบบการดูแลและช่วยเหลือทหารผ่านศึก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารผ่านศึกในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับไปประกอบการพิจารณาอันจะนำไปสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และแนวทางการบริหารจัดการกิจการทางทหารและงานความมั่นคงตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานพัฒนาและตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย ในสังกัด นทพ. ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา

กมธ.ทหารฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่ติดตามงานพัฒนาและตรวจเยี่ยมศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย ในสังกัด นทพ. ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา

วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ติดตามและตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ในสังกัดหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะ เชิงเทรา นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ นางอารีย์ บรรจงธุระการ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วยอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหาร

ในการนี้ พ.อ. ภาสกร ยะสะ ผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย ให้การต้อนรับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด กรรมาธิการและประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านกิจการทหารและคณะเดินทาง จากนั้นได้นำคณะเดินทางเข้ารับฟังบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผลการดำเนินงาน ดังนี้

1) ภารกิจ อำนาจหน้าที่ และโครงสร้างการปฏิบัติงานของหน่วยงานได้รับทราบถึงภารกิจหลักตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมาย ระเบียบ รวมถึงบทบาทหน้าที่ในการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การช่วยเหลือประชาชน และการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนรับทราบโครง สร้างการบังคับบัญชา การจัดหน่วย การแบ่งส่วนราชการ และการบริหารจัดการภายใน เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

2) ศักยภาพด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร และทรัพยากรที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับอัตรากำลังพล การบริหารกำลังพล การพัฒนาความรู้ความสามารถและการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน รวมทั้งสถานภาพความพร้อมของยุทโธปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ยานพาหนะ ระบบสื่อสาร และอุปกรณ์เฉพาะทางที่ใช้ในการปฏิบัติภารกิจ ตลอดจนการบริหารจัดการทรัพยากร งบประมาณ และการซ่อมบำรุงรักษา เพื่อให้สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

3) ผลการดำเนินงานและภารกิจในการช่วยเหลือประชาชน การป้องกันและบรรเทาสาธารณ ภัย ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจของภาครัฐในพื้นที่รับผิดชอบ และรับทราบผลการดำเนินงานที่สำคัญของหน่วยงานในห้วงที่ผ่านมา ทั้งด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย ภัยแล้ง และสาธารณภัยรูปแบบต่าง ๆ การค้นหาและกู้ภัย การอพยพประชาชน การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชา ชน

4) ปัญหา อุปสรรค ข้อจำกัดในการปฏิบัติงาน และความต้องการรับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน อาทิ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ อัตรากำลังพลไม่เพียงพอ ความเสื่อมสภาพของเครื่องมือและอุปกรณ์ การขาดแคลนยุทโธปกรณ์เฉพาะทาง ตลอดจนข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบการสื่อสารในบางพื้นที่ นอกจากนี้ หน่วยงานได้สะท้อนความต้องการรับการสนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ และการปรับปรุงกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินภารกิจมีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิผลยิ่งขึ้น

5) แผนงานและแนวทางการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชน ได้รับทราบแผนการพัฒนาหน่วยงานในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพกำลังพล การพัฒนาระบบการบริหารจัดการ การจัดหาและปรับปรุงยุทโธปกรณ์ เครื่องมือ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ การยกระดับระบบสื่อสารและระบบบัญชาการเหตุการณ์ การพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน การให้บริการประชาชน และการปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

จากนั้น เวลา 10.00 – 11.00 นาฬิกา คณะกรรมาธิการได้ตรวจเยี่ยมสถานที่ปฏิบัติงาน เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เสียสละและทุ่มเทในการดูแลความปลอดภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกสถานการณ์ การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามและศึกษาการดำเนินงานด้านความมั่นคงและการบริหารจัดการสาธารณภัยของประเทศ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะที่ได้รับไปประกอบการพิจารณา อันจะนำไปสู่การพัฒนานโยบาย มาตรการ และแนวทางการบริหารจัดการสาธารณภัยของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงต่อไป ตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการภายใต้กรอบกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป


นายสมบูรณ์ฯ ประธานกมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ สว. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาของวุฒิสภาในการจัดพิธีทำบุญตักบาตรเพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศล

ในเช้าวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 นายสมบูรณ์ หนูนวล ประธานคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายสุทนต์ กล้าการขาย กรรมาธิการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ตลอดจนเจ้าหน้าทีกลุ่มงานคณะกรรมธิการการทหาร ได้เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสัตตมวาร 7 วัน เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาของวุฒิสภาในการจัดพิธีทำบุญตักบาตรเพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศล

เวลา 07.00 น. ถวายภัตตาหารเช้า พระสงฆ์ 10 รูป ห้องจัดเลี้ยง 105
เวลา 08.00 น. พิธีสวดพระพุทธมนต์ ณ ห้องจัดเลี้ยง 102 – 104 ชั้น 1
ตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 10 รูป (ข้าวสาร/อาหารแห้ง)

เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในนามคณะกรรมาธิการการทหารฯ ที่ทรงสวรรคตครบสัตตมวาร (7 วัน) ณ บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาที่ทรงมีต่อปวงพสกนิกรชาวไทยตลอดมา


ครั้งแรกในไทย ! ทรู ผนึก QTRic เครือข่ายควอนตัมในไทย และ qBraid จากสหรัฐอเมริกา ลงนาม MoU สร้างระบบนิเวศด้าน Quantum AI และ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางควอนตัมระดับภูมิภาค

ครั้งแรกในไทย! ทรู ผนึก QTRic เครือข่ายควอนตัมในไทย และ qBraid จากสหรัฐ อเมริกา ลงนาม MoU สร้างระบบนิเวศด้าน Quantum AI และ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางควอนตัมระดับภูมิภาค

กรุงเทพฯ วันที่ 17 มิถุนายน 2569 : ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม ประกาศความร่วมมือครั้งแรกแห่งประวัติศาสตร์ควอนตัมไทย ผนึกพลังพันธมิตรผู้นำด้าน ควอนตัมทั้งในประเทศไทยและสากล ลงนามความร่วมมือกับ QTRic (Quantum Technology Research Initiative Consortium) เครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย และ qBraid สตาร์ทอัปผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ควอนตัมระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการ “Quantum AI & Intelligent Infrastructure Joint Research Collaboration” เดินหน้าสร้างระบบนิเวศควอนตัมครบวงจร พร้อมกำหนดบรรทัดฐานการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศไทย และผลักดันไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางควอนตัมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการผสานกำลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ผู้นำเทคโนโลยีควอนตัมระดับโลก และภาคเอกชน ทำให้เกิดเครือข่ายการเรียนรู้และกระตุ้นการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศไทยให้ก้าวหน้าทัดเทียบสากล ผ่านการผนวกจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนมาต่อยอดเสริมกันอย่างลงตัว เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการและงานวิจัย–แพลตฟอร์มคลาวด์ซอฟต์แวร์ควอนตัมมาตรฐานโลก–โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์วิจัยและพัฒนา และ Insight โจทย์ธุรกิจจริง เพื่อนำศักยภาพด้านกระบวนการปรับแต่งขั้นสูงของเทคโนโลยีควอนตัม (Advanced Optimization) ที่สามารถประยุกต์ใช้ข้ามอุตสาหกรรมได้ มาช่วยแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนสูงของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ในไทย ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมโทรคมนาคม การเงิน ค้าปลีก การผลิต การเกษตร และสาธารณสุข ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

การผนึกกำลังของทั้ง 3 พันธมิตร จะเสริมศักยภาพด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการสร้างแพลตฟอร์มการทดลองด้าน Quantum AI ในระดับภูมิภาค เพื่อผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีควอนตัมและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย QTRic (Quantum Technology Research Initiative Consortium) เครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมแห่งประเทศไทย รวบรวมนักวิจัยกว่า 120 ราย จาก 19 องค์กรชั้นนำในไทย และได้รับการส่งเสริมจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมสนับสนุนองค์ความรู้และพัฒนาแนวทางการประยุกต์ใช้ Quantum AI เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนสูงในภาคอุตสาหกรรม ผ่านงานวิจัยเชิงลึก

qBraid สตาร์ทอัพผู้ให้บริการแพลตฟอร์มคลาวด์ซอฟต์แวร์ควอนตัมระดับโลก นำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีควอนตัมและเครื่องมือล้ำสมัยอย่าง qBraid Lab (Cloud IDE โปรแกรมสำหรับเขียนและพัฒนาโค้ดที่ทำงานบนเว็บเบราว์เซอร์ โดยประมวลผลบนเซิร์ฟ เวอร์คลาวด์) และ qBraid-SDK (ชุดเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถเขียนโปรแกรม สั่งการ และจำลองการทำงานบนคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ) เข้ามาเชื่อมต่อให้นักวิจัยและนวัตกรไทยสามารถเข้าถึงการใช้งาน Quantum Computer ชั้นนำระดับโลกได้เต็มประสิทธิภาพผ่านบริการคลาวด์

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น (True Innovation Center of Excellence) ภายใต้ CP CoE ในฐานะภาคเอกชน นำความแข็งแกร่งและระบบนิเวศทั้งหมดของ ทรู คอร์ปอเรชั่น รวมถึง เครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม แล็บวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ตลอดจน ทรู ดิจิทัล พาร์ค สร้างคอมมูนิตี้ดึงผู้เชี่ยวชาญด้านควอนตัมมาในประเทศไทย เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกจากประสบ การณ์ตรงและความเข้าใจถึงข้อจำกัดและปัญหาที่ซับซ้อนของหลากหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย ร่วมกันระดมพลังคิดค้น ทดลอง จุดประกายนวัตกรรมต้นแบบ (Prototype) ที่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมในโลกธุรกิจจริง

รศ.ดร. วรวัฒน์ มีวาสนา ประธานเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศ ไทย (QTRic) และอาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี กล่าวว่า “การลงนาม MoU ในครั้งนี้ เป็นมิติใหม่ของการผสานพลังขับเคลื่อนเทคโนโลยีควอนตัมภายใต้แนวคิด Public-Private Partnership (PPP) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงวิชาการเข้ากับโจทย์ความท้าทายจริงในภาคอุตสาหกรรมและการพาณิชย์ ครอบคลุมทั้งในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับสากล โดยความร่วมมือระหว่าง QTRic กับ qBraid พันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ที่เปิดโอกาสให้คนไทยสามารถเข้าถึงฮาร์ดแวร์คอม พิวเตอร์ควอนตัมระดับโลก เมื่อหลอมรวมกับศักยภาพของ ทรู คอร์ปอเรชั่น จะช่วยให้สามารถแปลงขีดความสามารถทางวิชาการและเครื่องมือล้ำสมัย ให้เกิดเป็นนวัตกรรมควอนตัมที่สร้างประโยชน์และใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ QTRic ที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานวิจัยชั้นแนวหน้า และบ่มเพาะกำลังคนดิจิทัลที่มีทักษะขั้นสูง ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับระบบนิเวศเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศไทยให้ก้าวไกลในระดับสากล”

นายริกกี ยัง หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ qBraid กล่าวว่า “เรามีความยินดีและตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ร่วมกับ ทรู คอร์ปอเรชั่น และ QTRic โดย qBraid ในฐานะสตาร์ทอัปผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีควอนตัมจากเมืองชิคา โก พร้อมนำแพลตฟอร์มแบบครบวงจร (One-Stop Platform) เชื่อมโยงให้เหล่านักวิจัย นวัตกร และองค์กรธุรกิจในประเทศไทย สามารถเข้าถึงและใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ควอนตัมชั้นนำระดับโลกได้มากกว่า 26 ระบบผ่านบริการคลาวด์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องฮาร์ดแวร์ตั้งอยู่ในประเทศ จึงนับเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศไทย

ปัจจุบันอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีควอนตัมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และเกิดการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่จะสร้างประโยชน์มหาศาลแก่หลากหลายภาคส่วน ทั้งในด้านการคำนวณเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด (Optimization),ภาคการผลิต ตลอดจนอุตสาหกรรมยาและเวช ภัณฑ์ ซึ่งควอนตัมคอมพิวเตอร์ถือเป็นรูปแบบใหม่ของเทคโนโลยีการประมวลผล และมีศักย ภาพที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ของ CPU และ GPU อย่างสิ้นเชิง โดยในประเทศไทยยังมีโจทย์และความท้าทายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง จึงเป็นโอกาสอันดีในการสร้างขีดความสามารถ เพื่อนำเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตอันใกล้”

นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าสายงานวิจัยและนวัตกรรม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “การลงนาม MoU โครงการ “Quantum AI & Intelligent Infrastructure Joint Research Collaboration” ตอกย้ำความมุ่งมั่นของศูนย์วิจัยและนวัตกรรม ทรู คอร์ปอเรชั่น ที่จะนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาแก้ไขโจทย์ความท้าทายจริงและขับเคลื่อนด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งปัจจุบันห้องปฏิบัติการวิจัยของทรูมีบุคลากรที่ผ่านการรับรองด้านควอนตัม (Certified Quantum) อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีอุบัติใหม่จำเป็นต้องอาศัยการผสานพลังจากหลายฝ่าย ความร่วมมือครั้งนี้ จึงนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และเป็นก้าวสำคัญที่มั่นคงและมีบรรทัดฐานที่สามารถขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีแบบมีนัยยะสําคัญและเกิดขึ้นได้จริงเป็นรูปธรรม โดยมีความเชื่อมั่นร่วมกันที่จะขับเคลื่อนและบูรณาการกระบวนการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม จนสามารถต่อยอดไปสู่ระดับนวัตกรรมต้นแบบ (Prototype) ที่ใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรม ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงกรอบแนวคิดหรือการทำ R&D ในห้องทดลองเท่านั้น เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดและขับเคลื่อนขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวหน้าเทียบระดับสากล”

ทั้งนี้ โครงการ “Quantum AI & Intelligent Infrastructure Joint Research Collaboration” ครอบคลุมกรอบความร่วมมือ 4 ด้านหลัก ดังนี้

  • Quantum AI และ Quantum-Inspired Optimization โดยใช้ขีดความสามารถของเทคโนโลยีควอนตัม ช่วยก้าวข้ามขีดจำกัดในการแก้ไขสารพัดปัญหาที่เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้
  • Autonomous Infrastructure & Intelligent Systems ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้ทุกภาคอุตสาหกรรมของไทยพร้อมรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันยุคใหม่ โดยเฉพาะ ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ซึ่งการทำ Network Optimization ในปัจจุบันยังไม่สามารถพัฒนาให้เป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบได้ จึงต้องอาศัยพลังของควอนตัมช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
  • Modeling ทั้งเรื่อง Advanced Simulation และ Digital Twin Technologies ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่มีความสามารถเพียงพอ
  • Quantum-Safe Infrastructure Exploration ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีอยู่ปัจจุบัน เพื่อปกป้องข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัยจากการถูกถอดรหัสด้วยการใช้เทคโนโลยีควอนตัม (after quantum posted)

สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บรรเทาทุกข์ ส่งต่อกำลังใจ มอบเงินช่วยเหลือพร้อมสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนวัดบรมนิวาส ถนนพระรามที่ 6 ซอย 15

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บรรเทาทุกข์ ส่งต่อกำลังใจ มอบเงินช่วยเหลือพร้อมสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น เยียวยาผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนวัดบรมนิวาส ถนนพระรามที่ 6 ซอย 15 รวมงบประมาณกว่า 8 แสนบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ บริเวณโรงเรียนวัดสระบัว เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ตามที่ได้เกิดอัคคีภัยบริเวณชุมชนวัดบรมนิวาส ถนนพระรามที่ 6 ซอย 15 เมื่อวันที่ 8 มิถุนา ยน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเพลิงไหม้ในครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเมื่อเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่แผนกบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการ ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ลงพื้นที่ให้การช่วยเหลือในทันที หลังจากเพลิงสงบได้นำข้าวต้มพร้อมน้ำดื่มแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอัคคีภัย รวมทั้งเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสาธารณภัย ตั้งจุดลงทะเบียนเพื่อเตรียมการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยต่อเนื่องทันที

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2569 เวลา 13.30 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการฯ พร้อมด้วย นายชาญกิจ วิทยาวรากรณ์ กรรมการฯ,นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ฯ และนางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล รักษาการผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัยฯ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสาธารณภัยฯ และ แผนกบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการฯ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนวัดบรมนิวาส ถนนพระรามที่ 6 ซอย 15 โดยมอบเงินช่วยเหลือคนละ 3,500 บาท รวม 199 คน พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบอัคคีภัยรายครอบครัว มูลค่า 2,500 บาท จำนวน 61 ชุด มอบเครื่องอุปโภคบริโภครายบุคคล มูลค่า 1,500 บาท จำนวน 15 ชุด รวมงบประมาณการช่วยเหลือทั้งสิ้น 871,500 บาท (แปดแสนเจ็ดหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) โดยมี ดร. นรเทพ ชูพูล ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน พร้อมด้วย คณะมูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ มูลนิธิไกรสิทธิการกุศล และมูลนิธิพุทธสมาคมปทุมรังษี รวมทั้งอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายกวินรัฏฐ์ ยศอมรสุนทร (หยวน-กวินรัฏฐ์) นายสัญญา พรนารายณ์ (เก่ง) และนางสาวพัชรมัย บุญเลิศกุล (แพรว พัชรมัย) ร่วมแจกจ่ายสิ่งของและให้กำลังใจ ณ บริเวณโรงเรียนวัดสระบัว เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่างๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกรวมถึงพิกัดมูลนิธิฯ ได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

ส.ผู้สื่อข่าวส่งเสริม SME จี้รัฐ ! ดึง ‘ร้านอาหารไซส์ S’ ร่วมไทยช่วยไทยพลัส ก่อนพังทั้งระบบ

นายกสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงการคลัง เปิดช่องให้ “ร้านอาหารไซส์ S” ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส เผย!ที่ผ่านมาเป็น “เด็กดี” ในระบบภาษี แต่กลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐ ถูกแฟลตฟอร์ม “ฟูด เดลิเวอรี่” เอาเปรียบหนัก ชี้! หากไม่ดูแล อาจกระทบมากกว่ายอดขาย ถึงขั้นต้องปลดพนักงานทั้งระบบจำนวนมาก

วันที่ 17 มิ.ย.2569 : จากกรณีที่ นายวรันทร แดนใหญ่ กรรมการสมาคมร้านอาหาร ได้ออกมาร้องเรียกให้ภาครัฐ (รัฐบาลและกระทรวงการคลัง) นำธุรกิจร้านอาหารในระดับ S ที่ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากธุรกิจร้านอาหารเหล่านี้ ซึ่งอยู่ในระบบภาษีที่ถูกต้อง แต่ได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส และจากการเปิดโอกาสให้ธุรกิจแพลตฟอร์ม “ฟู้ดเดลิเวอรี” (Food Delivery) เข้าร่วมโครงการ กระทั่ง ยอดขายของธุรกิจร้านอาหารในระดับ S ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะด้านยอดขาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึง ลูกจ้างและพนักงานอีกเป็นจำนวนมาก ตามมา

ทั้งนี้ สมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย (ขสอ.) ซึ่งหนึ่งในภารกิจสำคัญของสมาคมฯ นั่นคือ การส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจรัฐ ดังนั้น จึงได้ออก แถลงการณ์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 สนับสนุนการทบทวนหลักเกณฑ์โครงการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบภาษีเข้าถึงมาตรการภาครัฐอย่างเป็นธรรม

นายจรัญ ชุ่มเงิน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวส่งเสริมเอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ที่ได้ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นการใช้จ่าย และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ได้รับทราบข้อเสนอและข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจเอสเอ็มอีจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้อง อยู่ในระบบภาษี และปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐมาโดยตลอด แต่ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ แม้จะเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะต้นทุนที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอตัว

ทั้งนี้ สมาคมฯ เห็นว่า การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้องเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ ดังนั้น การกำหนดหลักเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระบบภาษีสามารถเข้าถึงมาตรการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม จะเป็นแรงจูงใจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก และสร้างวัฒนธรรมการประกอบธุรกิจที่โปร่งใสในระยะยาว

สมาคมฯ จึงขอสนับสนุนให้รัฐบาลและกระทรวงการคลัง พิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่จดทะเบียนนิติบุคคลและเสียภาษีอย่างถูกต้อง สามารถเข้าร่วมโครงการได้ในช่วงเวลาอีก 3 เดือนที่เหลืออยู่ (กรกฎาคม–กันยายน 2569) ของมาตรการดังกล่าว เพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจเกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง ครอบคลุม และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการทุกกลุ่ม อันจะนำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเอสเอ็มอีไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ สมาคมฯพร้อมติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวของภาครัฐต่อไป


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน