“กขค” ฮึ่มฟันแพลตฟอร์มค้าออนไลน์ผูกขาดขนส่ง-กม.ใหม่โทษสูงถึงคุก

“สมาคมสื่อต้านโกง-ทนายอนันต์ชัย” ร้องเลขาฯกขค. สอบแพลตฟอร์มค้าออนไลน์ ผูกขาดระบบขนส่ง ชงข้อมูลความเดือดร้อน ผู้ค้า-ผู้บริโภค เสนอ “กขค.” ตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ปิดกั้นผู้ค้าเลือกบริษัทขนส่ง ด้านเลขาฯ กขค.ฮึ่มฟันไม่เลี้ยงแน่ เตือนกฎหมายใหม่ใกล้มีผลบังคับใช้ โทษอาญาหนักจำคุก และโทษทางปกครอง

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 นายพลศักดิ์ สุพร เลขานุการสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) พร้อมด้วยนายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ “ทนายกระดูกเหล็ก” เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียน ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการ กขค. เพื่อขอให้ตรวจสอบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ผูกขาดทางการค้ากำหนดผู้ให้บริการขนส่งสินค้าไว้ล่วงหน้า ทำให้ผู้ขายและผู้ซื้อ ไม่สามารถเลือกบริษัทขนส่งได้เอง แม้จะมีผู้ให้บริการรายอื่นที่ใกล้ร้านกว่า ถูกกว่า หรือสะดวกกว่าก็ตาม

นายพลศักดิ์ สุพร กล่าวว่า สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นฯ ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิก ผู้ค้าและผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก ขณะนี้ประสบปัญหาเกี่ยวกับการผูกขาดบริษัทขนส่ง ผู้ค้า และผู้ซื้อไม่สามารถเลือกบริษัทขนส่งได้เหมือนในอดีต ทั้งนี้ได้หารือกับนายอนันต์ชัย ไชยเดช เห็นว่าการกระทำดังกล่าวของแพลตฟอร์มค้าออนไลน์น่าจะมีลักษณะฝ่าฝืน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 หรือไม่ ซึ่ง กขค.เป็นองค์กรอิสระที่มีบทบาทหน้าสำคัญอย่างยิ่งในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ให้ทำการค้าที่เป็นธรรม จึงได้ยื่นหนังสือร้องเรียนดังกล่าวต่อ กขค.`

ด้านนายอนันต์ชัยฯ ระบุว่า ปัจจุบันแพลตฟอร์มออนไลน์บางแห่งกำหนดผู้ให้บริการขนส่งเฉพาะ ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านค้า แทบไม่มีสิทธิเลือกใช้บริษัทขนส่งอื่น แม้ในพื้นที่จะมีบริการที่รวดเร็วหรือใกล้กว่าก็ตามผู้ร้องเรียนมองว่า แนวทางดังกล่าว สร้างภาระต้นทุนโดย ตรงให้ผู้ค้า เช่น ต้องเดินทางไปส่งสินค้ากับศูนย์ขนส่งที่อยู่ไกลกว่า ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม เสียเวลา และอาจทำให้การจัดส่งล่าช้า ซึ่งท้ายที่สุด ภาระต้นทุนเหล่านี้มักถูกผลักไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น

การผูกขาดระบบขนส่ง ทำให้การแข่งขันของธุรกิจขนส่งถูกจำกัด ผู้ให้บริการรายอื่นไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคถูกลดทางเลือก และอาจต้องยอมรับค่าขนส่งหรือคุณภาพบริการที่ไม่ได้แข่งขันกันอย่างเป็นธรรม จึงขอให้ กขค. ตรวจสอบว่า การกำหนดผู้ให้บริการขนส่งในลักษณะนี้ เข้าข่ายการผูกขาด หรือจำกัดการแข่งขันทางการค้า หรือไม่ ตามพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560

นายอนันต์ชัยฯ ยังระบุว่า หากปล่อยให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่กำหนดผู้ให้บริการขนส่งเพียงไม่กี่ราย อาจทำให้โครงสร้างตลาดบิดเบือน การแข่งขันลดลง และผู้บริโภคต้องเป็นฝ่ายรับภาระในที่สุด ทั้งในรูปแบบค่าขนส่งที่สูงขึ้น การจัดส่งที่ล่าช้า และการขาดสิทธิในการเลือกบริการที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง

ผศ.ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล เลขาธิการ กขค. กล่าวว่า ต้องขอบคุณสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นฯ และทนายอนันต์ชัย ที่นึกถึงหน่วยงานของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการการแข่ง ขันทางการค้า กรณีการผูกระบบขนส่ง ซึ่ง กขค.ได้รับการร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังพบว่าแพลตฟอร์มค้าออนไลน์มีพฤติกรรมทางธุรกิจที่อาจผิดต่อพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าพ.ศ.2560 เช่น การบังคับทำโปรโมชั่น หรือพฤติกรรมของผู้มีอำนาจเหนือกว่าผู้ค้าและผู้บริโภค ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้มีโทษทางอาญา`

“แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซส่วนใหญ่เป็นของต่างชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทย ทั้งระบบขนส่ง พ่อค้าแม่ค้า ประกันภัย ไปจนถึงระบบการธนาคารพาณิชย์ ขณะนี้ กขค.ได้ผลักดันกฎหมาย (Multi-sided Platform) ร่างประกาศเกี่ยวกับการกำกับดูแล “Multi-sided Platform” เพื่อบังคับใช้กับธุรกิจซื้อขายบนแพลตฟอร์ม โดยมีสาระสำคัญกล่าวคือ ต้องให้ผู้ขายมีสิทธิ์เลือกขนส่ง : แพลตฟอร์มต้องมีตัวเลือกให้ผู้ขาย ห้ามบังคับเลือก (No Default) ห้ามตั้งค่าเริ่มต้นหรือบังคับให้เลือกขนส่งรายใดรายหนึ่งเพียงรายเดียว ตลอดจนความโปร่งใส ห้ามปิดกั้นการมองเห็น และการขึ้นค่าธรรมเนียมต้องแจ้งล่วงหน้าและไม่เป็นการฮั้วกัน คาดว่าประกาศในราชกิจจานุเบกษาราวเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะมีบทลงโทษทั้งโทษทางอาญา (มาตรา 50 สำหรับผู้ผูกขาดมีอำนาจเหนือตลาด) และโทษทางปกครอง (มาตรา 57 อีกด้วย” เลขาธิการ กขค.กล่าว


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

สืบสวนนครบาล 1 ทลายเซฟเฮ้าส์ ลพบุรี ซุกยานรก จากลพบุรีขยายต่อสู่สระบุรี พร้อมของกลางยาบ้า กว่า 4.2 ล้านเม็ด

สืบสวนนครบาล 1 ทลายเซฟเฮ้าส์ ลพบุรี ซุกยานรก จากลพบุรีขยายต่อสู่สระบุรีพร้อมของกลางยาบ้า กว่า 4.2 ล้านเม็ด

วันที่ 16 มี.ค.2569 เวลา 11.30 น. ที่ลานเอนกประสงค์ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) : พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.,/ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น., พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./ช่วยราชการ บช.น., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า, พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม, พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์, พล.ต.ต.อัฎพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น., พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผบก.น.1, พ.ต.อ. เอกภพ ตันประยูร, พ.ต.อ.ศักยะ แสงวรรณ รอง ผบก.น.1, พ.ต.อ.วิชัย สนสกุล ผกก.สส.บก. น.1, พ.ต.ท.ณัชฐปกรณ์ หัดคำ รอง ผกก.สส.บก.น.1, พ.ต.ท.ณัฐฐโภคิน เหลืองลักษมี, พ.ต.ท.อรรถพงษ์ นกขุนทอง รอง ผกก.สส.บก.น.1 และ พ.ต.ท.เอกยุทธ อดิส รสว. กก. สส. บก.น.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.น.1

ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ดังนี้ นายเฉลิมพล หรือเม่น มาแก้ว อายุ 28 ปี, นายพีรพล หรือจูน เสื่อทอง อายุ 28 ปี, นายวิชัย กงศร อายุ 49 ปี และ นายนิพล แสงกล้า อายุ 59 ปี พร้อมด้วยของกลางยาบ้าจำนวน 4.290 ล้านเม็ด, รถยนต์ที่ใช้ขนยาเสพติด รวม 4 คัน (เป็นรถเก๋งแท็กซี่ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส สีเหลือง-แดง 2 คัน ทะเบียน ทข 470 หมวดจังหวัดขอนแก่น, ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นพรีอูส ทะเบียน 1 มฆ 1513 กรุงเทพมหานคร, กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ ดีแม็กซ์ สีดำ ทะเบียน 2 ขห 1611 กรุงเทพมหานคร, กระบะ ทะเบียน กต 7213 ลำพูน) และโทรศัพท์มือถือ รวม 4 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่พื้นที่บ้านเช่า จ.ลพบุรี ต่อเนื่องห้องเช่าไม่มีชื่อ ต.บางขันหมาก อ.เมือง จ.ลพบุรี และปั๊มน้ำมัน ต.ตลิ่งชัน อ.เมือง จ.สระบุรี

พล.ต.อ.สำราญฯ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่มีการเฝ้าติดตามเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรี โดยเฝ้ารถยนต์เป้าหมายคันดังกล่าว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2569 ถึงวันที่ 14 มี.ค.2569 จนพบว่ารถยนต์คันดังกล่าว ลักลอบขนลำเลียงยาเสพติดมาไว้ที่บริเวณภายในบ้านพัก ถ.ลพบุรี-สิงห์บุรี ต.บางขันหมาก อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยมีนายพีรพล หรือจูน ได้ขับขี่ออกมาจากบ้านหลังดังกล่าว จึงเรียกให้หยุดรถและได้เข้าไปแสดงตัวเพื่อทำการตรวจค้น

กระทั่งจับกุมนายพีรพลฯ ไว้ได้และรับว่าได้ลักลอบขนยาเสพติดมาไว้ที่บ้านพัก ก่อนเข้าทำการตรวจค้นภายในบ้าน พบนายเฉลิมพล หรือเม่น แสดงตัวว่าเป็นเจ้าของห้องหลังดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการ ตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบยาบ้า ของกลาง กว่า 1.8 ล้านเม็ด วางอยู่อยู่กับพื้นภายในห้อง ภายในบ้านพัก ถ.ลพบุรี-สิงห์บุรี จ.ลพบุรี

สวบสวน นายพีรพลฯ ผู้ต้องหาให้การว่า กำลังจะขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวไปรับยาเสพติดมาจาก พุแค สระบุรีและนำมาเก็บไว้ภายในบ้านพัก ถ.ลพบุรี-สิงห์บุรี ต.บางขันหมาก อ.เมือง จ.ลพบุรี โดยมี นายเฉลิมพลฯ ผู้ต้องหาอีกคน เป็นผู้เฝ้ายาเสพติดดังกล่าว เพื่อเตรียมที่จะนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้าในบริเวณต่างๆ ตามที่ได้มีการนัดหมาย โดยได้ค่าจ้างครั้งละ 1 แสนบาท โดยนำมาแบ่งกัน และยังรับสารภาพอีกว่า ยาเสพติดทั้งหมดตนได้รับการสั่งการจากผู้ว่าจ้าง (ไม่ทราบชื่อจริงสกุลจริง) ผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ใช้ชื่อว่า “พีซีเอส” โดยจะมีการส่งข้อมูลการติดต่อสื่อสารมาให้ เพื่อใช้ติดต่อนัดหมายในการรับและส่งยาเสพติดตามจุดต่างๆ หลังจากตนส่งยาเสพติดให้กับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ตนจะได้รับค่าจ้างเป็นรายครั้งไป โดยแต่ละครั้งจากผู้ว่าจ้าง เป็นเงินสด

ส่วนนายเฉลิมพลฯ ได้รับคำสั่งการจากผู้ว่าจ้าง มาแล้วประมาณ 1 เดือน 2 ครั้ง ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม โดยในวันที่จับกุมนายพีรพลฯ จะต้องไปรับยาเสพติดอีกหนึ่งเจ้า ที่บริเวณปั้มน้ำมัน ถ.มิตรภาพ จ.สระบุรี ก่อนพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำการขยายผลตรวจค้นจับกุมตัว นายวิชัย และ นายนิพลฯ พร้อมทั้งยึดของกลางยาบ้าได้อีกกว่า 2.4 ล้านเม็ด

เบื้องต้นจึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเป็นการกระทำเพื่อการค้า เป็นการก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส.ดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.อ.สำราญฯ กล่าวด้วยว่า ศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร.เน้นย้ำให้เป็นวาระแห่งชาติ ส่วนของตำรวจภูธรภาค 1 ก็มีการขยายผลจับกุมไปก่อนหน้านี้ และได้มอบรางวัลให้ตำรวจที่จับกุมยาเสพติดและมีการวิสามัญต่อสู้กับคนร้าย จ.อุตรดิตถ์ ไปเมื่อเช้านี้ ซึ่งยาเสพติดอาจจะลักลอบ เข้ามาจากทางด้านอีสานตอนบนและตอนล่างซึ่งจะมีการประสานงานปราบปรามอย่างจริงจัง รวมถึงเครือข่ายเหล่านี้ เมื่อถูกจับกุมเยอะเข้าก็ต้องการขนลงมาครั้งละเยอะๆ และฝากเตือนผู้ว่าจ้างที่อยู่นอกประเทศที่ติดต่อกัน จะเห็นว่าต้องการหาคนลำเลียงและให้ค่าจ้างขนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน

พล.ต.ต.สุรวุฒิ ฯ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิด โครงการ “เฝ้า ตรวจ เตือน และเตรียมการรองรับภัยพิบัติ”

วันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.ต.สุรวุฒิ แสงรุ่งเรือง ผบก.ภ.จว.พระนคร ศรีอยุธยา เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการ “เฝ้า ตรวจ เตือน และเตรียมการรองรับภัยพิบัติ” พร้อมด้วยพ.ต.อ.สุรพจน์ รอดบำรุง รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, ว่าที่ พ.ต.อ.หญิง ภารดี เด่นยุกต์ ผกก.ฝอ.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา, หัวหน้าสถานีตำรวจในสังกัด ภ.จว.พระ นครศรีอยุธยา

โดยมี ข้าราชการตำรวจในสังกัด ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา คณะวิทยากร และผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวนกว่า 200 นาย เข้าร่วมการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ แจ้งเตือน และเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมทั้งการฝึกปฏิบัติด้าน การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) และการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุฉุกเฉิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ณ หอประชุม ชั้น 2 ตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา


ตำรวจภูธร จ.สมุทรปราการ ต้อนรับ พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รองผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.สำโรงใต้

ตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ต้อนรับ พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รองผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.สำโรงใต้

วันนี้ (10 มี.ค.69) เวลา 11.00 น. พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.อ. ศุภกร บูรณะภักดีตระกูล รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ, พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ พัชรนิตยธรรม
ผกก.สภ.สำโรงใต้ พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจ สภ.สำโรงใต้ ร่วมต้อนรับ พล.ต.ต.ภัทรภวัต สุขแสง รองผบช.ภ.1 เดินทางมาตรวจเยี่ยม สภ.สำโรงใต้ และร่วมประชุมบรรยายสรุป รับฟังปัญหา ข้อขัดข้อง และกำชับการปฏิบัติราชการ ดังนี้

  • ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ,ผบ.ตร. และ ผบช.ภ.1 อย่างเคร่งครัด
  • ควบคุมกำกับดูแล และสนับสนุนการปฏิบัติงาน ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจทุกสายงาน โดยเฉพาะ การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ทะเบียนราษฎร์ ให้ทำการสืบค้นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคดี เท่านั้น
  • ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ดูแลกำกับการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ใต้บังคับบัญชา ให้อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย อย่าให้เกิดภาพลักษณ์ ที่ไม่ดีต่อองค์กร เป็นอันขาด
  • ให้ข้าราชการตำรวจทุกนายตระหนักในหน้าที่ และการดูแลประชาชนด้วยความเต็มใจ
  • ให้ข้าราชการตำรวจทุกนายใส่ใจการแต่งกายในเครื่องแบบ และนอกเครื่องแบบให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และพร้อมสำหรับการปฎิบัติหน้าที่และเป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ณ สภ.สำโรงใต้ อ.พระประแดง จว.สมุทรปราการ


พล.ต.ต.สมพล ฯ ผบก.ภ.จว.ชัยนาท เป็นประธานเปิดโครงการ “อบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสังเกตและประเมินอาการผู้ป่วยและช่วยเหลือเบื้องต้น”

วันนี้ 9 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผบก.ภ.จว.ชัยนาท เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสังเกตและประเมินอาการผู้ป่วยและช่วยเหลือเบื้องต้น โดยมี พ.ต.อ.เอกราช ช่วยศรี รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.นรากร บุญครอบ รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.ภาคภูมิพิพัฒน์ พูลศิริโภคา รอง ผบก.ภ.จว.อ่างทอง ช่วยราชการ ภ.จว.ชัยนาท, พ.ต.อ.ภาคภูมิพิพัฒน์ พูลศิริโภคา รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท, ข้าราชการตำรวจภูธร ในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท เข้าร่วมอบรมโครงการดังกล่าว

โดยได้รับการบรรยายให้ความรู้ จาก นายสันติ ด่านนิรภัย รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดชัยนาท และคณะฯ และอบรมการฝึกพื้นฐาน การใช้อาวุธ TASER GUN ณ ห้องประชุม ตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท

#ภ.จว.ชัยนาท


พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 จัดงานสถาปนาตำรวจภูธรภาค 1 ครบรอบ 50 ปี อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พล.ต.ต.ภัคพงศ์ สายอุบล ผบก.อก.ภ.1/รองโฆษก ตร.ภ.1 ปฏิบัติหน้าที่แทน พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภ.1/โฆษก.ตร.ภ.1 เปิดเผยว่า ที่ตำรวจภูธรภาค 1 ถนนวิภาวดี เขตจตุจักร กทม. พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผบช.ภ.1 จัดงานสถาปนาตำรวจภูธรภาค 1 ครบรอบ 50 ปี อย่างยิ่งใหญ่และสมศักดิ์ศรี เพื่อประชาชน โดยมี พล.ต.อ. กรไชย คล้าย คลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) เป็นผู้แทนที่รับมอบหมายจาก พล.ต.อ. กิตต์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) มอบหมายมาเป็นประธาน

ในพิธีดังกล่าวมีพิธีสดุดี ตำรวจ ผู้กล้า ซึ่งได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ในส่วนของตำรวจภูธรภาค 1 และ มีการแจกทุนการศึกษา ให้กับ บุตรธิดา ข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมจัดพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์ ครบรูปแบบเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมนิมนต์พระภาวนารัตนญาน (ครูบาอริยชาติ อริยจิตโต)เจ้าอาวาสวัดแสงแก้วโพธิญาณ มาเสริมสร้างด้านพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฎิบัติหน้าให้กับข้าราชการตำรวจในสังกัด

พล.ต.ต.ภัคพงศ์ เปิดเผยว่าในพิธีดังกล่าวมีอดีตผู้บังคับบัญชา อาทิ พล.ต.อ.พรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์, พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต, พล.ต.อ.วินัย ทองสอง, พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์, พล.ต.อ. ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์, พล.ต.ท.รชต เย็นทรวง, พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร, พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน, พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น, พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร, พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก พร้อมข้าราชการตำรวจ และ หน่วยงานราชการต่างๆเข้าร่วมพิธี


ตม.จว.ชลบุรี จุดพัทยา ลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน

วันที่ 10 มี.ค.69 เวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.ชลบุรี จุดพัทยา ภายใต้อำนวยการของ พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี พ.ต.ท.กวิณวัชร์ อารยะสุริวงศ์ รอง ผกก.ตม.จว.ชลบุรี พ.ต.ต.กิตติภัทร หงษ์ชูเวช สว.ตม.จว.ชลบุรี สั่งการให้ ร.ต.อ.วิรัช ปัฎธรรมวงศ์ รอง สว. ตม.จว.ชลบุรี พร้อมกำลังฝ่ายสืบสวน ตม.จว.ชลบุรี ว.4 ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนการทำงานของคนต่างด้าว บูรณาการร่วมกับ เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี บริเวณ ห้องเลขที่ 389/1879 นิว นอร์ดิค เททรนด์ 4 ซอยพระตำหนัก 5 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี

ผลการตรวจสอบ จับกุม MS.ANASTASIIA TYLTSEVA อายุ 34 ปี สัญชาติรัสเซียในข้อหา

  • เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานหรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ มาตรา 8 พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ. ศ. 2560 (อาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ (งานเสริมสวย))
  • ประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 16 ตาม พรบ. สถานพยาบาล พ.ศ.2541
  • ดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 24 ตาม พรบ. สถานพยาบาล พ.ศ.2541
  • ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือแสดงตัวด้วยวิธีการใดๆ ว่าพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม มาตรา 26 ตาม พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525
  • ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 12 ตาม พรบ.ยา พ.ศ.2510
  • ขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มาตรา 72(4) ตาม พรบ.ยา พ.ศ.2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดย พรบ.ยา ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2522
  • ขายเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 46/1 ตาม พรบ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551
  • ขายเครื่องสำอางที่ไม่ได้จดแจ้งรายละเอียดของเครื่องสำอาง มาตรา 32(1) ตาม พรบ. เครื่องสำอาง พ.ศ.2558

#ตม.จว.ชลบุรี


พล.ต.ต.สมพลฯ ผบก.ภ.จว.ชัยนาท ร่วมโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ประจำปีงบประมาณ 2569

วันนี้ 12 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. พล.ต.ต.สมพล วงศ์ศรีสุนทร ผบก.ภ.จว.ชัยนาท
พ.ต.อ.สุเมธ โภชนา ผกก.สภ.สรรพยา เข้าร่วมโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” จังหวัดชัยนาท ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี นาย ภูมิวัชร์ อุดมทรัพย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท เป็นประธาน รองผู้ว่าราชการ,หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดชัยนาท และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมโครงการ ณ วัดสมอ หมู่ที่3 ต.โพนางดำออก อ.สรรพยา จว.ชัยนาท

ภ.จว.ชัยนาท


“ช่วยเหลือยายวัย 74 ปี เกือบสูญเงิน 5 ล้าน ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์” พื้นที่ สภ.พระประแดง จว.สมุทรปราการ

“เกือบไปเกือบหมดตัว หวุดหวิดเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ธนาคาร ช่วยเหลือคุณป้า วัย 74 ปี ได้อย่างหวุดหวิด เกือบโดนแก๊งคอลเซ็น เตอร์หลอกโอนเงิน รวม 5 ล้านบาท เป็นอุทาหรณ์ เตือนภัย ให้ ประชาชนและผู้สูงอายุ ระมัดระวังตัว”

พล.ต. ภูมินทร์ สิงหสุตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการและ ผกก.สภ.พระประแดง จว.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานผลการตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรี อยุธยา สาขาบิ๊กซีสุขสวัสดิ์ ลูกค้าเป็นผู้สูงอายุมาติดต่อขอถอนเงินสดจำนวน 5 ล้านบาท

วันนี้ 13 มี.ค.2569 สืบสวน สภ.พระประแดง ได้รับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาบิ๊กซีสุขสวัสดิ์ ลูกค้าเป็นผู้สูงอายุมาติดต่อขอถอนเงินสดจำนวน 5 ล้านบาท จากการตรวจสอบทราบว่าลูกค้าสูงอายุคนดังกล่าว คือนางสุภีรภรณ์ ลักษณ์นิรันดร์ อายุ 74 ปี มาขอปรับเปลี่ยนบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา ประเภทฝากประจำมาเป็นบัญชีประเภทออมทรัพย์ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.2569 และจะถอนเงินสดออกจากบัญชีแต่เจ้าหน้าที่ธนาคารเห็นผิดปกติจึงแจ้งว่าเงินสดไม่พอให้ถอน ต่อมาในวันนี้ (13 ม.ค.2569) นางสุภีรภรณ์ ลักษณ์นิรันดร์ ได้เดินทางมาที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา พระประแดง ต.ตลาด อ.พระประแดง จ.สมุทร ปราการ อีกเพื่อขอถอนเงินสด จำนวน 3 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ธนาคารจึงได้ประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนเข้าไปตรวจสอบ พบนางสุภีรภรณ์ ลักษณ์นิรันดร์ อายุ 74 ปี กำลังอยู่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขา พระประ แดง โดยมีเบอร์โทรหมายเลข 0949133265 โทรเข้ามาหานางสุภีรภรณ์ฯ เพื่อนัดหมายจะมารับเงินสดไปช่วยนับเงิน เจ้าหน้าตำรวจจึงได้เข้าไปเตือนสติ นางสุภีรภรณ์ฯ และสอบถามเหตุผลในการถอนเงินดังกล่าว และได้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 มีเบอร์หมายเลข 0949133265 โทรเข้ามาหาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เขลางค์นคร จังหวัดลําปาง ให้ข้อมูลว่าบัญชีของนางสุภีรภรณ์ฯ มีการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เข้ามาในบัญชีของนางสุภีรภรณ์ ฯ ทุกๆ เดือน ต้องมาที่ สภ.เขลางค์นคร จังหวัดลําปาง เพื่อตรวจสอบเงินในบัญชี หากมาสะดวกให้ถอนเงินสดออกมาให้โดยจะมีผู้กองชาติไปรับเงินดังดังกล่าวและ ห้ามบอกเรื่องนี้ให้แก่ผู้อื่นโดยเด็ดขาด ตนเองเกิดความกลัวจึงไม่ได้แจ้งให้กับญาติพี่น้องให้ทราบ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สภ.พระประแดง ได้ประสานกับนายประพัทธ์ ชุ่มสวัสดิ์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 321 ซอย ประชาอุทิศ 79 แขวง ทุ่งครุ เขต ทุ่งครุ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหลานของนางสุภีรภรณ์ฯให้ทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และได้มาพบกับนางสุภีรภรณ์ฯให้ยุติการถอนเงินสดออกจากบัญชี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ธนาคาร ที่ช่วยให้คุณยายไม่ถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกเอาเงินไป.


กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมสืบสานประเพณี “เทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา” สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือศิลปิน

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมสืบสานประเพณี “เทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา” สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือศิลปิน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2569 ณ ตึกแดงวินเทจ ชั้น 6 จตุจักร กรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดงาน “เทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา” เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทย และร่วมกันทำบุญตามประเพณีสำคัญของพุทธศาสนา โดยมีวัตถุประ สงค์เพื่อสนับสนุนกองทุนช่วยเหลือศิลปินที่เจ็บป่วยและเสียชีวิต ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิสมัชชาศิลปิน

พิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และกล่าวเปิดงาน โดยมี นายประยงค์ ชื่นเย็น ศิลปินแห่งชาติ ประธานกรรมการมูลนิธิสมัชชาศิลปิน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ทั้งนี้มีผู้สนับสนุนการจัดงานจำนวน 13 ราย ร่วมเป็นเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทั้ง 13 กัณฑ์ และร่วมมอบเงินบริจาคเพื่อสมทบกองทุนช่วยเหลือศิลปิน

ภายในงานมีการเทศน์มหาชาติ หรือมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวการบำเพ็ญทาน บารมีครั้งสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ ประกอบด้วย 13 กัณฑ์ รวม 1,000 พระคาถา โดยการเทศน์ในครั้งนี้ได้รับความเมตตาจาก พระมหาจารุวัฒน์ จรณธมโม และพระมหาโสภณ สุธีโร จากวัดเวฬุวนาราม กรุงเทพมหานคร เป็นผู้แสดงพระธรรมเทศนา

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงประกอบเทศน์มหาชาติจากทีมนักแสดงทรงเครื่อง โดยทีมงานของอาจารย์เด่นชัย เอนกลาภ นายกสมาคมลิเกแห่งประเทศไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวพระเวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ให้ผู้ร่วมงานได้รับชมอย่างงดงามและเข้าถึงเนื้อหาทางธรรม

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ผู้สนับสนุน และผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก ที่ร่วมกันสืบสานประเพณีเทศน์มหาชาติ อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงคุณค่าของการให้ทาน ความเสียสละ และการดำรงไว้ซึ่งพุทธศาสนา พร้อมทั้งร่วมกันสร้างกุศลเพื่อช่วยเหลือศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานทางวัฒนธรรมของชาติ

ทั้งนี้ งานเทศน์มหาชาติถือเป็นประเพณีสำคัญที่ชาวพุทธนิยมจัดขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เชื่อกันว่าการได้ร่วมฟังเทศน์ครบทั้ง 13 กัณฑ์ จะก่อให้เกิดอานิสงส์แห่งบุญกุศล ความสุข และความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้ร่วมงาน


สุรเชษฐ ศิลานนท์ รายงาน